Thursday, 9 February 2023

เหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านกับเกมสงครามสื่อของโลกตะวันตก

เหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านกับเกมสงครามสื่อของโลกตะวันตก

ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วทส.

ดูเหมือนว่ากระแสการประท้วงและการจลาจลในอิหร่านครั้งนี้ได้กลายเป็นสนามสงครามสื่อระหว่างชาติตะวันตกกับอิหร่านอย่างน่าสนใจทีเดียว แต่ข่าวฟุตบอลโลกที่กาต้าสื่อต่างชาติยังได้โหนเรื่องฟุติบอลกับการเมืองภายในอิหร่าน ได้เสนอข่าวว่าทีมชาติอิหร่าน ไม่ร้องเพลงชาติในการแข่งขันนัดแรกกับอังกฤษ เพื่อเป็นสัญลักษณ์สนับสนุนการเคลื่อนไหวประท้วงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของผู้หญิงในประเทศ และว่ากันว่ามีภาพปรากฎนักเตะทีมชาติอิหร่านทุกคนตัดสินใจไม่ร้องเพลงชาติเลยแม้แต่คนเดียว สาเหตุดังกล่าวเป็นเพราะว่านักฟุตบอลทีมชาติอิหร่าน แสดงออกถึงการต่อต้านรัฐบาลของประเทศตัวเอง และสนับสนุนการประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเกิดอย่างดุเดือดของประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลของพวกเขา

นอกจากนี้ยังมีแฟนบอลอิหร่านหลายคนร่วมใจตะโกนประท้วงระหว่างเพลงชาติกำลังบรรเลง และมีผู้ชูป้ายที่มีข้อความเขียนว่า “ ผู้หญิง ชีวิตและเสรีภาพ” เพื่อต่อต้านการกระทำของรัฐบาลได้ปราบปรามผู้ประท้วง

ในขณะที่การเมืองอิหร่านได้ถูกท้าทายกับการเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศ มีผู้ประท้วงเรียกร้องไม่เอารัฐอิสลามและไม่เอาการคลุมฮิญาบแบบบังคับ มีเหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงและเจ้าหน้าที่เข้าเดือนที่สี่แล้วเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนจากการตายของน.ส.เมร์ซ่า อะมีนี และข่าวนะวันตกได้รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 400 ราย ถูกจับกุมแล้วตอนนี้มากกว่าสองหมื่นเข้าไปแล้วและในตอนนี้ยังได้ปลุกการประท้วงประเด็นการตัดสินประหารชีวิตของผู้ประท้วงสองราย ทำให้ต่างชาติและชาติยุโรปออกโรงคว้ำบาตรอิหร่านเพิ่มเต็ม ในขณะที่อิหร่านยืนยันว่าการตัดสินประหารชีวิตผู้ประท้วงได้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและผู้ประท้วงได้ท้าทายอำนาจรัฐและมีเจตตนาการก่อการร้ายและการฆ่าผู้บริสุทธิ์

ข่าวอีกมุมในอิหร่านได้สำเสนอว่าการประท้วงในอิหร่านได้เบาบางลงและไม่รุนแรงเหมือนช่วงแรกๆ นักวิเคราะห์มองว่าอาจจะเป็นเหตุปัจจัยมาจาก

หนึ่ง-หลักฐานที่ทางการของอิหร่านได้เผยแพร่คลิปการเสียชีวิตของ น.ส.เมฮ์ซ่า อามีนี่อว่าเป็นการตายที่มาจากภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลันและยังได้นำภาพของเธอออกสื่อทีวีว่าเธอไม่ได้ถูกทุบตีอย่างที่สื่อกระแสหลักได้นำเสนอไป

สอง-เป็นเพราะทางอิหร่านได้ให้มวลชนชาวอิหร่านทั่วประเทศออกมาปกป้องสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและแสดงจุดยืนต่อการสนับสนุน”รัฐศาสนา รัฐอิสลาม”และยังได้มีสตรีจำนวนมหาศาลทุกจังหวัดออกมาปกป้อง”ฮิญาบ”ผ้าคลุมสตรี และถือว่าผ้าคลุมสำหรับสตรีคืออาภรณ์ทรงเกียรติยศที่พระเจ้าทรงมอบให้ ไม่ใช่เป็นการลิดรอนสิทธิดั่งกระแสตะวันตกได้วิพากษ์วิจารณ์

สาม-ฝ่ายความมั่นคงได้จับคุมผู้ก่อจลาจลได้จำนวนมากและได้ไต่สวนและสอบสวนว่าการก่อจลาจลครั้งนี้มีต่างชาติผู้อยู่เบื้องหลังให้การสนับสนุน และเรื่องของการตายของน.ส.เมฮ์ซ่า อามีนี่คือข้ออ้างเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน หลักฐานหนึ่ง จะเห็นว่าหลังจากการจลาจลล่าสุดในอิหร่าน มัรยัม ราญาวี (Maryam Rajavi) หัวหน้ากลุ่มม(Mujahedin Khalq Organisation – MKO) เป็นองค์กรต่อต้านรัฐอิสลามอิหร่านในต่างประเทศได้แสดงความคิดเห็นแนะนำตัวเองบนหน้าทวิตเตอร์ของตนว่าเป็น “ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกจากสภาต่อต้านแห่งชาติอิหร่าน (National Council of Resistance of Iran – NCRI) ในช่วงการถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนของอิหร่าน”

ต่อมาสื่อต่างชาติได้โหมประเด็น”ตำรวจศิลธรรม (morality police)” ว่าคือต้นเหตุของปัญหาและต้องยุบหรือยกเลิก แม้กระทั้งกระทรวงการคลังสหรัฐฯยังได้กล่าวหาหน่วยงานตำรวจศีลธรรมของอิหร่านว่า กระทำการละเมิดสิทธิของกลุ่มผู้ประท้วงอย่างสันติ และทางสหรัฐฯระบุกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุโสฝ่ายศีลธรรมและฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านมากถึงจำนวน 7 ราย ซึ่งรวมถึงผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดินของอิหร่านอีกด้วย

นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า “มาห์ซา อามินี สตรีผู้กล้าหาญที่เสียชีวิตในระหว่างถูกตำรวจศีลธรรมจับกุมตัว ซึ่งถือเป็นอีกเหตุการณ์ที่บ่งชี้ถึงการทารุณกรรมโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัยของอิหร่านที่กระทำต่อประชาชนของตนเอง”

สื่อกระแสหลักของโลกตะวันตกได้จุดกระแสต่อว่า อิหร่านจะต้องยกเลิกหรือปฎิรูปหรือเรียกร้องให้ยุบหน่วยงานนี้ไปเสียเลยเพราะเป็นตำรวจทื่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนอีกทั้งยังได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอะไรทำนองนั้น และยิ่งสร้างกระแสเพิ่มอีกนั่นคือเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯประกาศคว่ำบาตรตำรวจศีลธรรม (morality police) ของอิหร่านโทษฐานกระทำการทารุณสตรีชาวอิหร่าน ทำให้กระแสข่าวในอิหร่านได้ถูกกล่าวไม่หยุดและเป็นที่สนใจของโลกไปเสียแล้ว

ได้เห็นท่าทีของสหรัฐฯกับฉากทัศน์การเมืองและการประท้วงในอิหร่านวันนี้ และสหรัฐฯคือตัวแสดงหนึ่งจากปัจจัยภายนอกที่คอยปลุกปั่นและให้การสนับสนุนกลุ่มประท้วงในอิหร่านและสหรัฐฯยังได้ออกโรงเอง ถึงกับได้สั่งให้หน่วยงานตำรวจศิลธรรมของอิหร่าน ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่น.ส.มาห์ซา อามินี สตรีชาวอิหร่านวัย 22 ปีเสียชีวิตในขณะถูกจับกุมตัว และอ้างว่านั่นคือสาเหตุได้จุดชนวนการประท้วงรุนแรงทั่วประเทศอิหร่านและยังกล่าวหาอิหร่านอย่างรุนแรงในกรณีการละเมิดสิทธิสตรีและการใช้ความรุนแรง

ในขณะที่ตำรวจศิลธรรม (morality police)หรือภาษาเปอร์เซียเรียกว่า”กัชติ-เอรชาด” (Gasht-e Ershad) คือ “หน่วยลาดตระเวนให้คำแนะนำ” เป็นหน่วยงานหนึ่งของตำรวจแค่เป็นหน่วยพิเศษเป็นผู้คอยตรวจตราให้การชี้แนะประชาชนปฏิบัติตามหลักศีลธรรมจรรยาของศาสนาอิสลาม อีกทั้งมีหน้าที่คอยสอดส่องพฤติกรรมของวัยรุ่นหรือผู้หญิงที่แต่งกาย “ไม่เหมาะสม” หรือดูพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นตามสวนสาธารณะ คอยให้การช่วยเหลือและสอดส่องในการกระทำผิดระเบียบหรือผิดกฎหมายโดยไม่มีหน้าที่ในการจับคุมขังใดๆ

แต่ภาพข่าวที่ได้ถูกแพร่ออกไปได้สะท้อนว่าตำรวจหน่วยนี้ มีพฤติกรรมและการปฎิบัติที่รุนแรงต่อประชาชน โดยเฉพาะต่อสตรีที่คลุมผ้าไม่เรียบร้อย และข่าวยังได้บอกไปไกลถึงกับว่า เป็นหน่วยตำรวจที่กดขี่ประชาชน บีบบังคับ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอะไรทำนองนั้น ทำให้ตำรวจศิลธรรมกลายเป็นตราบาปของสังคม ดังนั้นการจุดประเด็นตำรวจศิลธรรมมีนัยยะทางการเมืองอย่างไร? ใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้? หรือว่าจริงๆแล้วตำรวจศิลธรรมคือตัวปัญหาของสังคมในอิหร่าน?และควรจะปฎิรูปหรือไม่? เราหาคำตอบไปด้วยกัน

ส่งครามสื่อระหว่างอิหร่านกับสื่อตะวันตก

๑.ดูเหมือนว่าอิหร่านตกอยู่ในภาวะของสงครามสื่อที่ตะวันตกและสื่อกระแสหลักได้ใช้ในการทำลายทางการเมืองอิหร่านวันนี้ โดยสื่อต่างได้โหนกระแสการประท้วงชาวอิหร่านทั้งในประเทศและนอกประเทศจนตกเป็นกระแสข่าวดังไปทั่วโลกเลยทีเดียว เริ่มด้วยการโหนประเด็นตำรวจศีลธรรม(morality police) ที่ได้ตกเป็นข่าวฉาวของหน่วยงานตำรวจศีลธรรมนั้น หลังจากที่ น.ส.มาห์ซา อามินี หญิงชาวเคิร์ดเสียชีวิต ระหว่างการเข้าจับกุมของตำรวจศีลธรรมเมื่อวันที่16 ก.ย.ที่ผ่านมาและข่าวได้สร้างกระแสว่าตำรวจศิลธรรมได้ใช้ความรุนแรงเกินเหตุจนทำให้เธอต้องตาย หลังจากนั้นทำให้กระแสของการประท้วงในอิหร่านเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

๒.ต่อมาสื่อได้โหนการประท้วงของชาวอิหร่านที่ไม่พอใจจากการตายของ น.ส. เมร์ซ่า อามินี เพื่อเป็นข้ออ้างของผู้ประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ชาวโลกเห็นว่าตำรวจศิลธรรมคือที่มาของความขัดแย้งและตัวปัญหา ต่อมาได้มุ่งเป้าไปที่ระบอบการปกครองในอิหร่านว่ามีปัญหา และเป้าหมายสูงสุดของผู้ประท้วงคือการล้มเลิกระบอบการปกครอง และผู้ประท้วงจะใช้สัญลักษณ์ของ มาร์ซ่า อามีนี ในการแสดงออกทางการเมือง และต่อมาใช้สะโลแกน”สตรี ชีวิต และเสรีภาพ”

๓.ต่อมาได้โหนข่าวที่นายมุฮัมหมัด ยะฟัร มุนตาซะรี อัยการสูงสุดของอิหร่านได้เปิดเผยระหว่างการประชุมทางด้านศาสนาว่าจะมีการยุบตำรวจศิลธรรม และเขาได้อ้างว่าตำรวจศีลธรรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม และสร้างกระแสว่าจะมีการยุบบทบาทตำรวจศิลธรรม โดยพากันรายงานข่าวการยุบตำรวจศิลธรรมและโหนกระแสว่ารัฐบาลยอมถอยเพื่อหาทางยุติกับผู้ประท้วง ในที่สุดแล้วต้องทำให้ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธรายงานยุบตำรวจศีลธรรม ชี้ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดยืนยันถึงการสั่งปิดหน่วยงานตำรวจศีลธรรมและสื่อของทางการอิหร่าน ออกมาปฏิเสธรายงานนั้น

๔.สื่อกระแสหลักทำให้ตำรวจศิลธรรม (morality police) กลายเป็นชำเลยทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังสหรัฐฯยังได้กล่าวหาหน่วยงานตำรวจศีลธรรมของอิหร่านว่า ได้กระทำการละเมิดสิทธิของกลุ่มผู้ประท้วงอย่างสันติ และทางสหรัฐฯกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุโสฝ่ายศีลธรรมและฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านมากถึงจำนวน 7 ราย และต่อมาสื่อกระแสหลักของโลกตะวันตกได้จุดกระแสประเด็นนี้ให้อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วโลก รวมถึงชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ต่างประเทศอิหร่านได้ประท้วงเรียกร้องให้ยกเลิกหรือให้ยุบหน่วยงานนี้เพราะเป็นตำรวจที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนอีกทั้งยังได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ขณะที่อิหร่านมองว่านี่คือเกมการเมืองของต่างชาติที่ได้ปลุกปั่นให้ประชาชนลุกมาต่อต้านรัฐ และสนับสนุนให้ผู้ประท้วงก่อการจลาจลทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและตำรวจตายไปมากกว่า๕๐คน

สื่ออิหร่าน :

1.สื่อทางการของอิหร่านออกมาปฎิเสธเสียงแข็งพร้อมกับนำคลิปวีดีโอรายงานว่า น.ศ.เมร์ซ่า อะมีนี ได้ตายจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน และตำรวจศิลธรรมไม่ได้ทุบตีหรือทำร้ายเธอจนทำให้เธอต้องเสียชีวิต

2.การประท้วงของชาวอิหร่านบางกลุ่มไม่ได้เป็นการประท้วงแบบสันติ แต่ได้ก่อจลาจลสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและทหารเข้าควบคุมสถานการณ์และเข้าปราบปราม

3.ทางการอิหร่านกล่าวว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอยู่เบื้องหลังของการก่อจลาจลครั้งนี้ โดยได้มีนักการเมืองทั้งชาวอเมริกันและยุโรปที่มีชื่อเสียง ศิลปินนักดนตรี นักแสดงตะวันตก ช่างภาพชาวฝรั่งเศส 1,000 คน บางคนใช้กรรไกรตัดผมเชิงสัญลักษณ์ และ เผยแพร่เรื่องนี้ให้กับผู้ติดตามหลายล้านคน รัฐมนตรีต่างประเทศของแคนาดา สวีเดน เยอรมนี เบลเยียม สเปน ชิลี ฝรั่งเศส และยังมีตัวแทนสตรีเชื้อสายอิหร่านในเบลเยียมที่ตัดผมของเธอเชิงสัญลักษณ์เพื่อสนับสนุนผู้ก่อการจลาจลในอิหร่าน

4- กลุ่มผู้ประท้วงได้ทำกิจกรรมและมีการเคลื่อนไหวโดยใช้สื่อภายในประเทศเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่อต้านอิหร่านที่อยู่ภายนอกประเทศอย่าง กลุ่มMKO

5- ร่วมกันแฮชแท็กคำว่า Mehsa Amini โดยถูกทวีตและรีทวีต 320 ล้านครั้ง ในขณะที่มีผู้พูดภาษาเปอร์เซียที่ใช้ทวีตเตอร์เพียง 3 ล้านคนเท่านั้น

6.กลุ่มผู้ประท้วงได้ทุบตีสตรีคลุมฮิญาบและลูกวัย 3 ขวบของเธออย่างรุนแรงโดยตั้งใจให้สตรีที่คลุมผ้าชาโดร์หวาดกลัวที่จะปรากฏตัวในที่ชุมชนและสังคมด้วยการสวมชาโดร์ กลุ่มผู้ประท้วงยังได้ใช้ความรุนแรงใช้อาวุธปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ จนทำให้เจ้าหน้าและตำรวจเสียชีวิตมากกว่าห้าสิบคน

จากสื่อกระแสหลักได้ลงมาเล่นในเกมสงครามสื่อกับอิหร่านครั้งนี้ถือว่าไม่ได้เกินความคาดหมายเพราะว่าสื่อกระแสหลักได้ฉุดกระแสให้ภาพลบอิหร่านมาตลอดตั้งแต่ปี1979 และนั่นคือการทำลายอิหร่านเรียกว่า”สงครามพันทาง” เพื่อให้อิหร่านถูกกระแสสื่อลากพาไปในทิศทางเป็นลบและทำลายภาพลักษณ์ของอิหร่านอยางหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีประชาชนของประเทศอีกจำนวนมากที่ยังรักและหวงแหนระบอบการปกครองอิสลามในอิหร่านอยู่และยังเป็นประชาชนส่วนมากของประเทศ พวกเขาเชื่อและศรัทธาว่าการปกครองบ้านเมืองตามหลักธรรมของศาสนาและมีเสรีภาพตามกรอบของศาสนาคือวีถีแห่งธรรมะและจะนำพามนุษย์ไปสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือ รัฐแห่งธรรมะและรัฐแห่งจิตวิญญาณมากกว่าระบอบรัฐแบบฆราวาสนิยม (มีต่อตอนหน้า)