วันอาทิตย์, 3 มีนาคม 2567

"พิธา" ยัน เป้าเดียว ส.ว.รักษาสถาบัน ปัดตอบ หนุน พท.หากนายกฯ ไม่ได้ชื่อพิธา

“พิธา” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยัน เป้าหมายเดียวกับ ส.ว.ธำรงรักษาสถาบัน ปัดตอบ จะหนุนพรรคเพื่อไทย หรือไม่ ถ้าสมมตินายกฯ ไม่ใช่ชื่อ “พิธา” ลั่น ตอนนี้ยังไม่มีสมมติฐานไหน ที่ทำให้สมมติแบบนั้นได้ เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะว่าที่นายกฯ คนที่ 30 ให้สัมภาษณ์ตอบคำถามผ่านรายการโหนกระเเส ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ช่วงหนึ่งพิธีกรถามเรื่องที่ ส.ว.กังวลเรื่อง มาตรา 112 เป็นไปได้หรือไม่ ที่ นายพิธา จะลดเพดาน นายพิธา ตอบว่า เป้าหมายของ ส.ว.กับพรรค ก.ก. ตรงกันคือธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน แต่วิธีในการประเมินกับวิธีการในการเข้าสู่เป้าหมาย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ดีขึ้น เราประเมินต่างกัน การจะธำรงรักษาอะไรสักอย่างให้สอดคล้องในบริบทปัจจุบัน แต่ละยุคสมัย ต้องทำให้มีกุศโลบายที่จะทำให้พระราชฐานะและพระราชอำนาจทรงอยู่เหนือการเมือง ตนรู้สึกกังวลใจที่หลายท่านบอกว่า ไม่มีอะไรส่วนตัวกับ พิธา แต่กังวลเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนคิดว่าการพูดแบบนี้ มันก็ไม่ได้อยู่ในหลักการของ constitutional monarchy และคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นการเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาปะทะ คือไม่ควรที่จะเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะพระองค์ทรงเป็นกลางทางการเมือง และอยู่เหนือการเมือง ตรงนี้พอมาตรา 112 ถูกเอามาโดยฝ่ายตรงข้าม ใช้กลั่นแกล้งประชาชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้คนหนุ่มสาวสมัยใหม่ที่ความรู้สึกของยุคสมัยมันแตกต่างกันออกไป ก็จะทำให้ห่างไกลจะพระองค์ท่านมากขึ้น ตนยังมองไม่ออกว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ถ้าหากยังใช้วิธีการในการธำรงรักษาเป็นอย่างนี้ต่อไป จะทำให้เป็นผลดีกับใครหรือไม่ แต่ตนคิดว่าเป้าหมายพอได้ลงรายละเอียดกัน ส.ว.เขาได้ซักถามตน ก็รู้ว่าเป้าหมายไม่ได้ต่างกันเลย อยู่ที่แค่วิธีในการประเมิน และวิธีการในการธำรงรักษาพระมหากษัตริย์นายพิธา ตอบอีกว่า อย่างที่บอกว่าในการธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนเข้าใจว่า ส.ว.ก็อาจจะอยู่ในอีกยุคหนึ่ง ตนในวัยกลางคน ก็เข้าใจความคิดของคนที่มาก่อนตน และตนไม่ได้แก่เกินไปที่จะเข้าใจความคิดของคนรุ่นใหม่ ตนยังคิดว่า ด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิของตนที่เป็นฉันทามติตรงกลางได้ คิดว่าถ้าเรามีเป้าหมายเดียวกัน ตรงกัน และมีโอกาสได้พูดคุยประเมินสถานการณ์ วิธีการในการธำรงรักษาไว้ และใช้สภาเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการหาทางออก ซึ่งพื้นที่ที่จะเป็นสภา ไม่มีใครจะมาผูกขาดความจงรักภักดีได้ ไม่มีใครที่จะสามารถผูกขาดวิธีคิด โดยมีกรรมาธิการในการคิดต่างๆ มีสภาล่าง สภาบน ตนคิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ของประชาชนกับสถาบัน ให้พระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไปเมื่อถามถึง กรณีพรรคร่วมที่ตอนนี้เป็นประเด็นกันอยู่ ล่าสุดมีประเด็นออกมาว่า จะมีการโหวตนายกฯ ให้ นายพิธา แค่ 3 ครั้ง ซึ่งจริงๆ รัฐธรรมนูญไม่กำหนดว่าจะโหวตกี่ครั้ง โหวตไปเรื่อยๆ ก็ได้ ถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะกรณี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่สอง บอกว่าจะมีการโหวต 3 ครั้ง ตอนนี้มองอย่างไร นายพิธา กล่าวว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นการคาดการณ์ของแต่ละบุคคล คงไม่ใช่เป็นเรื่องของพรรค หรือพรรคร่วม เรื่องของพรรคร่วมเดี๋ยวคงจะมีการประชุมกันในอีก 1-2 วัน เพื่อที่จะเตรียมซักซ้อมการโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 30 แต่ในขณะเดียวกันตนก็ต้องให้เชิงอรรถเอาไว้ก่อน ว่าตนไม่ได้ดูในรายละเอียดที่ นายพิเชษฐ์ แถลง เห็นแค่พาดหัวคล้ายๆ กับที่ทางพิธีกรพูด ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้จริงๆ อย่าง นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค พท. ก็บอกโหวตได้เรื่อยๆ ถ้ามองในมุมนี้ ตนคิดว่ายังไม่ได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนของพรรคร่วม ส่วน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. ก็บอกว่าไม่มีแผนสอง ส่วน นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ก็บอกว่าไม่มีแผนสอง ครั้งที่ 1 น่าจะได้นายกฯ คนที่ 30 เพื่อที่จะได้รีบไปพิจารณาเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน แก้ไขปัญหาต่างๆนายพิธา กล่าวต่อว่า ตอนนี้ถ้าในนามของพรรคร่วม 8 พรรค ก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าในฐานะที่เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ก็ยังไม่มีการพูดคุยและไม่มีการคาดการณ์ ยังไม่มีแผนสองตรงนี้ เราเอาอยู่กับปัจจุบัน และกินข้าวทีละคำ กินชาทีละถ้วย ทีละเรื่อง เอาวันที่ 13 ก.ค.นี้ ให้ผ่านให้ได้ก่อน แต่ละท่านอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งมีการเลือกตั้งประธานสภาฯ โหวตกัน 15 ครั้ง กว่าจะได้ประธานสภาฯ ทั้งโหวตด้วยและออกมาเจรจาด้วย เขาเรียกว่าโหวตไปวิปไป ตรงนี้ไม่ได้มีอะไรตายตัว เชื่อว่าวันที่ 13 ก.ค.นี้ จะเป็นเวลาที่ทั่วโลกจ้องมองประเทศไทยอยู่ ว่าเรามีคุณค่าร่วมกันแบบไหน ประเทศไทยมองนิยามคำว่ารัฐบาลเสียงข้างมากอย่างไร และ ประชาธิปไตยเป็นอย่างไร ขอโอกาสให้ประเทศไทยและประชาธิปไตย ไม่ใช่ให้โอกาสแค่ พิธา อย่างเดียว ต้องการที่จะตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาของประชาชนเมื่อถามว่า สมมติว่า ถ้านายกฯ ไม่ใช่ นายพิธา แล้วพรรคเพื่อไทยจะขึ้นมาจัดตั้ง นายพิธา จะสนับสนุนหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสมมติฐานไหนที่ทำให้สมมติแบบนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรต่างๆ นานา แล้วถ้าเกิดบางทีตนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน บางทีจะสมมติพร่ำเพรื่อไม่ได้ ตรงที่ตลาดหุ้นจับตาดูอยู่ ต่างชาติที่กำลังจะลงทุน กำลังจับตาดูอยู่ ดังนั้น ตอนนี้ยังไม่มีแผนสองอะไร และในมุมมองของตน ยังไม่มีสมมติฐานไหนที่จะสมมติแบบนั้นได้.