วันพฤหัสบดี, 22 กุมภาพันธ์ 2567

ยังไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ดึงเกมเชือด “พิธา” “วันนอร์” แบ่งงาน 2 รองปธ. (คลิป)

กกต.ดึงเช็ง ยังไม่ส่งคำร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัยคุณสมบัติ “พิธา” กรณีถือหุ้นไอทีวี “อิทธิพร” อ้างแค่ตามความคืบหน้า ก้าวไกลข้องใจ กกต.เร่งรัดเกินเหตุ “วันนอร์” ถกแบ่งงานให้รอง ปธ.สภาฯเคลียร์พื้นที่รองรับม็อบเรือนหมื่นวันโหวต นายกฯ “เสรี” ขู่ยุบ 8 พรรคร่วมฯ เย้ย “ส.ว.พลังเงียบ” เงียบจริงๆ “ดิเรกฤทธิ์” ชงเลื่อนโหวตรอให้คดีชัดเจนก่อน ส่อง ส.ว. 90% แห่งดออกเสียง ส.ว.ตัวตึงเจอดีถูกร้องฝักใฝ่พรรคการเมือง “พิธา” ยันเป้าหมายเดียวกับ ส.ว. ธำรงสถาบันให้อยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป ยกสหรัฐฯยังโหวต ปธ.สภาฯตั้ง 15 ครั้ง ปัดตอบหนุน พท.ถ้าพลิกเป็นแกนนำจัดตั้ง รบ. “ประเสริฐ” รอถก 8 พรรคจะโหวตกันกี่รอบ “อนุทิน” เสนอโหวตครั้งเดียวจบ ไม่หวั่นถูกล่าแม่มด “พีระพันธุ์” ย้ำ รทสช.ไม่ชิงนายกฯ บช.น.จัด 15 กองร้อยรับ “ด้อมส้ม” ขาใหญ่ ปชป.รู้ทันเกมขั้ว “เสี่ยต่อ” ฮุบพรรคท่ามกลางการจับตามองว่าการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส. ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล กรณีถือหุ้นสื่อไอทีวี ที่อาจส่งผลต่อการโหวตเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 ก.ค.นั้นtt tt“วันนอร์” แบ่งงานรอง ปธ.สภาฯเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ก.ค. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนหารือเรื่องการแบ่งงานกับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา และนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า การประชุมรัฐสภาวันที่ 13 ก.ค. เวลา 09.30 น. มีวาระสำคัญคือเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 11 ก.ค. จะเรียกวิปวุฒิสภา และตัวแทนพรรคการเมืองมาหารือร่วมกัน เพื่อให้การประชุมกระชับและสร้างความเข้าใจในระดับหนึ่งก่อนโหวต ไม่ให้อภิปรายหรือแสดงความเห็นเยิ่นเย้อเกินไป ส่วนจะให้แคนดิเดตนายกฯแสดงวิสัยทัศน์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสมาชิกในที่ประชุม ส่วนกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาเรื่องหุ้นไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล จะมีผลต่อการโหวตนายกฯหรือไม่ ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะยังไม่เกิดขึ้นจัดพื้นที่รองรับม็อบเรือนหมื่นเมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลระบุได้เสียง ส.ว.ครบแล้ว ถือเป็นสัญญาณดีจะโหวตจบในครั้งเดียวหรือไม่ นายวันนอร์ตอบว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของ ส.ว. และพรรคการเมือง ตนต้องเป็นกลาง ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยกรณีมีประชาชนมารอฟังการโหวตนายกฯนั้นได้คุยกับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบของสภาฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจวางแผนรอบคอบที่สุด ยินดีเปิดพื้นที่บางส่วนบริเวณตรงข้ามถนนทหาร เป็นสถานที่ของ กทม. รองรับประชาชน คิดว่าจุได้เกือบหมื่นคน กทม. ยินดีให้ใช้ และพร้อมอำนวยความสะดวก เรื่องห้องน้ำ เต็นท์ หากอยู่ตรงนั้นอาจเพียงพอ ส่วนบริเวณอื่นเจ้าหน้าที่จะจัดการเพื่อให้เกิดความปลอดภัย อาจใช้ประกาศชุมนุมในที่สาธารณะเป็นหลัก จะพยายามไม่ให้มีความรู้สึกระหว่างประชาชนกับสภาฯเป็นอย่างอื่น เพื่อให้การประชุมเรียบร้อย ไม่ต้องกังวลต้องรีบเข้ารีบออกเล็งเพิ่มประชุมสภาเป็น 3 วันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมแบ่งงาน นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวกับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ตั้งใจเข้ามาเป็น ส.ส.โดยไม่หวังตำแหน่งใดๆ เพราะเคยเป็นประธานสภาฯมาแล้ว การเข้ารับตำแหน่งประธานสภาฯครั้งนี้เพราะความจำเป็นทางการเมือง เพื่อให้ตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชนให้ได้ ตนและรองประธานสภาฯทั้ง 2 คนมีความตั้งใจในการทำงาน เบื้องต้นอาจเพิ่มวันประชุมสภาฯจากเดิมสัปดาห์ละ 2 วัน คือวันพุธ วันพฤหัสบดี จะเพิ่มเป็น 3 วัน อาจเป็นวันอังคาร หรือวันศุกร์ อีก 2 วันที่เหลือเป็นงานของคณะกรรมาธิการ“ปดิพัทธ์” คุม ก.ม. “พิเชษฐ์” ดูญัตติหลังการประชุมนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านพิจารณากฎหมายทั้งหมด ระเบียบวาระการประชุม งานด้านต่างประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการประชาสัมพันธ์ เมื่อถามว่าการได้รับมอบหมายให้ดูด้านกฎหมาย จะทำให้ผลักดันกฎหมายที่พรรคก้าวไกลเสนอสะดวกขึ้นหรือไม่ นายปดิพัทธ์ตอบว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ ไม่ใช่ต้องทำให้พรรคใดสะดวกขึ้น หรืออำนวยความสะดวกให้เฉพาะพรรคก้าวไกลนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่ 2 กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานกลั่นกรองกระทู้ และญัตติ การรับรองรายงานการประชุม และเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ร่าง พ.ร.ก. อาทิ การลาประชุมของสมาชิก การส่งข้อหารือของสมาชิกให้รัฐมนตรี รวมถึงกำกับดูแลงานบริหารของสำนักงานเลขาฯด้านงบประมาณ วิชาการ กฎหมาย คณะกรรมาธิการ และความปลอดภัย โดยวันโหวตนายกฯวันที่ 13 ก.ค. ได้ประสานกับตำรวจไว้พร้อมแล้ว จะดูไปตามสถานการณ์“เสรี” ขู่ยุบ 8 พรรคโหวตให้ “พิธา”นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวว่า กรณี กกต.เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรณีถือครองหุ้นสื่อ ถือเป็นแนวทางสร้างความชัดเจน เป็นทางออก เมื่อไต่สวนชัดเจนสามารถเสนอศาลรัฐธรรมนูญก็ควรส่งไป ไม่ใช่การสกัดกั้นนายพิธาเป็นนายกฯ แต่เป็นบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 เป็นห่วง 8 พรรคที่เซ็นเอ็มโอยูจะกล้าตัดสินใจเลือกคนที่คุณสมบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่ หากเลือกคนขาดคุณสมบัติจะเหมือนปลาในข้องเดียวกัน มีปัญหาต่อพรรคเหล่านั้นได้ การที่แต่ละพรรคจะโหวตนายพิธา ต้องดูไม่มีลักษณะต้องห้าม จะกลายเป็นทำขัดรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครองหรือไม่ อาจไปไกลถึงถูกยุบพรรคtt ttเย้ย “ส.ว.พลังเงียบ” เงียบจริงๆนายเสรีกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญคืออย่ายุยงคนให้ชุมนุมเรียกร้อง นักการเมืองต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ยิ่งแสดงออกพฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งไม่เหมาะสมมาบริหารประเทศ การนัดมาให้กำลังใจนายพิธาที่หน้ารัฐสภาวันที่ 13 ก.ค. แสดงถึงวุฒิภาวะไม่รับผิดชอบ แต่ ส.ว.ไม่กังวลเพราะทำถูกต้องตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ถ้า ส.ว.หวาดหวั่นกลัวม็อบแสดงว่าใช้ไม่ได้ ไม่รับผิดชอบ กลัวแรงกดดัน ทำลายหลักการสำคัญบ้านเมือง เท่าที่เช็กเสียงตอนนี้มี ส.ว.ไม่ถึง 5 คน หรือบวกลบนิดหน่อยที่โหวตหนุนนายพิธา เมื่อถามว่า ส.ว.หลายคนยินดีโหวตนายกฯเสียงข้างมากอาจเป็นพลังเงียบ นายเสรีตอบว่า เงียบคือเงียบ ไม่มีหรอก ถามว่ามีใครออกมาแสดงตัวบ้างว่าสนับสนุน รายชื่อที่ออกมามีแต่ถอย ถ้ามีจริงให้สาธารณชนเห็นคนจะได้เชื่อ ทราบว่ามีติดต่อมาแต่ถูกปฏิเสธไป แต่ละคนบอกถ้าไม่ถอยแก้มาตรา 112 ก็ไม่เลือก“ดิเรกฤทธิ์” หนุนส่งศาล รธน.นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ส.ว. กล่าวถึงกรณี กกต.เตรียมส่งเรื่องหุ้นไอทีวีของนายพิธาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก การโหวตเลือกนายกฯสมาชิกรัฐสภาต้องเลือกผู้มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม จึงต้องพิจารณาว่านายพิธามีคุณสมบัติในวันที่จะโหวตเลือกหรือไม่ ดังนั้นหน้าที่ กกต.ต้องรีบส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับนายพิธาด้วย มิเช่นนั้นการโหวตนายกฯวันที่ 13 ก.ค. จะเกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ถ้านายพิธาขาดคุณสมบัติแล้วยังไปเลือกอาจขัดรัฐธรรมนูญได้ มีโทษทางอาญาด้วย ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาใช้ประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องควรสั่งเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยด่วน เช่น มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ชงเลื่อนโหวตรอให้คดีชัดเจนเมื่อถามว่าที่ผ่านมาเคยระบุจะโหวตให้ผู้ได้เสียงข้างมาก ยังยืนยันโหวตให้เหมือนเดิมหรือไม่ นายดิเรกฤทธิ์ตอบว่า จุดยืนที่ประกาศต่อสาธารณะต้องการประคับประคองประชาธิปไตย เคยประกาศไว้คือ 1.ส.ส.รวมกันเป็นเสียงข้างมาก เมื่อสภาฯมีหน้าที่เลือกรัฐบาลเราควรสนับสนุน 2.ต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 2 เดือนที่ผ่านมา มีการร้องกล่าวโทษนายพิธา ถ้าไม่ผ่านคุณสมบัติก็เลือกไม่ได้ สุ่มเสี่ยงทำผิดรัฐธรรมนูญเอง ถือเป็นประเด็นสำคัญ ประเด็นนี้อาจมีคนหยิบยกมาตรา 272 ขึ้นมา คือห้ามเลือกคนที่ขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้าม ถ้า ส.ส.-ส.ว.ไปเลือกทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ จะทำผิดรัฐธรรมนูญต้องรับโทษเสียเอง เมื่อถามว่าต้องเลื่อนโหวตนายกฯจากวันที่ 13 ก.ค. ออกไปหรือไม่ นายดิเรกฤทธิ์ตอบว่า ขึ้นอยู่กับรัฐสภาและสมาชิก 750 คน ถ้าเห็นว่าเลือกแล้วมีปัญหา สามารถใช้มติรัฐสภาเลื่อนได้ ถ้ามีเหตุผลจำเป็นเหมาะสมเพื่อประโยชน์การทำงานของประเทศส่อง ส.ว.90% แห่งดออกเสียงสำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกฯ มีการเช็กเสียงกันเป็นการภายใน พบว่าส่วนใหญ่เกือบ 90% จะลงมติงดออกเสียง ส่วนกลุ่มที่ยืนยันจะโหวตให้นายพิธาเป็นนายกฯ มีประมาณ 5-10 คน และกลุ่มที่จะลงมติไม่สนับสนุนนายพิธา มีอยู่เพียงไม่กี่เสียงเท่านั้นกลุ่มต้านหัวชนฝาห้ามโหวตรอบ 2วันเดียวกันมีการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธานฯ มีการพูดคุยถึงการโหวตนายกฯรอบสอง ที่วางไว้เป็นวันที่ 19 ก.ค. หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 13 ก.ค. กมธ.ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ตามข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภาข้อ 41 ระบุว่า “ญัตติใดที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา หากไม่ได้รับความเห็นชอบถือว่า ตกไป ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเดียวกันเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ประธานรัฐสภาอนุญาต เมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป” ดังนั้น ในกรณีที่ชื่อนายพิธาไม่ได้รับความเห็นชอบรอบแรกวันที่ 13 ก.ค. จึงไม่สามารถนำชื่อกลับมาเสนอได้อีกในรอบ 2 หากมีการเสนอชื่อนายพิธาในวันที่ 19 ก.ค. อีกครั้ง จะมี ส.ว.กลุ่มต้านลุกขึ้นคัดค้านแน่นอน หากประธานรัฐสภายืนยันเสนอชื่อนายพิธา ต้องรับผิดชอบกรณีมีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41tt ttจี้สอบ ส.ว.ตัวตึงฝักใฝ่การเมืองที่รัฐสภาเวลา 11.15 น. นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ขอให้ตรวจสอบพฤติกรรม ส.ว.กลุ่มหนึ่ง อาทิ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะนายเสรี สุวรรณภานนท์ พร้อมพวกจำนวนหนึ่ง ที่อ้างว่าไปยื่นเอกสารให้กับ กกต. กรณีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พฤติกรรมดังกล่าวอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 113 เป็นเรื่องที่ ส.ว.มาเล่นเกมการเมือง ฝักใฝ่พรรคการเมือง ยอมอยู่ใต้อาณัติพรรคการเมือง มองเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกจากเป็นพฤติการณ์ที่ฝักใฝ่พรรคการเมือง หรือทำตัวเองให้ต่ำตมตกอยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมือง และหากขัดต่อมาตรา 113 จะส่งผลให้ขัดต่อมาตรา 111 คือพ้นจากสมาชิกภาพ ที่ผ่านมาเคยยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภามาแล้ว แต่เข้าใจว่าอาจไม่เอื้อให้ตรวจสอบได้จึงต้องมายื่นต่อประธานรัฐสภาฯอีกครั้ง หวังว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความควบคู่กับกรณีที่ กกต.จะส่งเรื่องหุ้นสื่อของนายพิธาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกกต.ดึงเช็งส่งเรื่องให้ศาล รธน.ช่วงบ่ายที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมคณะกรรมการ กกต. เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีผู้ร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 กรณีการถือหุ้นสื่อไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่ หลังมีรายงานข่าวว่ากรรมการ กกต.เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ต่อมานายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เปิดเผยว่า ที่ประชุมยังไม่มีการลงมติเรื่องของนายพิธา เพียงแต่ติดตามความคืบหน้าของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่รายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุม กกต.รับทราบเท่านั้น ทั้งนี้ที่ประชุม กกต.ใช้เวลาประชุมตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. โดยไม่มีการแถลงใดๆ แต่มีรายงานว่านัดประชุมต่อในวันที่ 11 ก.ค. เวลา 10.00 น. และวันที่ 13 ก.ค.เวลา 09.00 น.ก.ก.ค้าน กกต.เร่งรัดเกินเหตุด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า พรรคก้าวไกลได้ส่งหนังสือด่วนไปยัง กกต. เพื่อคัดค้านการที่ กกต.จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยกรณีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนที่ระเบียบ กกต.ระบุไว้ มีความเร่งรัดเกินกว่าเหตุจนน่าสงสัยในเจตนาของ กกต.ว่ากระทำโดยความเป็นกลางหรือไม่ ตามระเบียบของ กกต. เมื่อมีการร้องเรียนผู้สมัครคนใดเกี่ยวกับการกระทำหรือการขาดคุณสมบัติ ต้องไต่สวนสืบสวนรวบรวมข้อเท็จจริง จากนั้นให้แจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ผู้ถูกร้องทราบให้ผู้ถูกร้องเข้าไปชี้แจง จากนั้นจึงส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ในกรณีนี้ไม่มีการแจ้งข้อเท็จจริงให้นายพิธาทราบ และยังไม่มีการเรียกเจ้าตัวไปชี้แจง แต่กลับ จะเร่งรัดส่งศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับ กกต.กำลังทำผิดระเบียบของตนเองอยู่ อาจทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่าองค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างไม่เป็นกลาง มีเป้าประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ เชื่อว่าประชาชนเฝ้ารอการโหวตนายกฯกันทั้งประเทศ จึงไม่ควรมีการกระทำใดๆ ที่จะขัดขวางการตั้งรัฐบาลตามครรลองประชาธิปไตย“พิธา” ยันเป้าหมายเดียวกับ ส.ว.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโหนกระเเส ถึงการลดเพดานเรื่องมาตรา 112 ว่า เป้าหมายของ ส.ว.กับพรรคก้าวไกลตรงกัน คือธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน แต่วิธีการในการเข้าสู่เป้าหมายทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ดีขึ้น เราประเมินต่างกัน ต้องมีกุศโลบายที่จะทำให้พระราชฐานะ และพระราชอำนาจทรงอยู่เหนือการเมือง ไม่ควรเอาสถาบันลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะพระองค์ทรงเป็นกลางทางการเมืองและอยู่เหนือการเมือง พอได้ลงรายละเอียดกับ ส.ว.เขาได้ซักถามตน ก็รู้ว่าเป้าหมายไม่ได้ต่างกันเลยอยู่ที่แค่วิธีการธำรงสถาบันอยู่คู่ประเทศไทยนายพิธากล่าวว่าการธำรงรักษาสถาบันเข้าใจว่า ส.ว.อาจอยู่ในยุคหนึ่ง ตนเข้าใจความคิดของคนที่มาก่อน และไม่ได้แก่เกินไปที่จะเข้าใจความคิดของคนรุ่นใหม่ ยังคิดว่าด้วยวัยวุฒิ และคุณวุฒิของตนที่เป็นฉันทามติตรงกลางได้ คิดว่าถ้าเรามีเป้าหมายเดียวกัน ตรงกัน และมีโอกาสได้พูดคุยประเมินสถานการณ์ วิธีการในการธำรงรักษาไว้ และใช้สภาเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการหาทางออก พื้นที่สภาฯไม่มีใครผูกขาดความจงรักภักดีได้ ไม่มีใครผูกขาดวิธีคิด โดยมีกรรมาธิการทั้งสภาล่างสภาบน ตรงนี้น่าจะเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ของประชาชนกับสถาบันให้พระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไปtt ttยกสหรัฐฯโหวต ปธ.สภาฯ 15 ครั้งเมื่อถามถึงการโหวตนายกฯจะต้องโหวตกี่ครั้ง นายพิธาตอบว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นการคาดการณ์ของแต่ละบุคคล คงไม่ใช่เป็นเรื่องของพรรค หรือพรรคร่วม รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้อย่างที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็บอกโหวตได้เรื่อยๆหรือเลขาธิการพรรคเพื่อไทยก็บอกว่าไม่มีแผนสอง ตอนนี้ถ้าในนามพรรคร่วม 8 พรรค เราอยู่กับปัจจุบันและกินข้าวทีละคำ กินชาทีละถ้วย ทีละเรื่อง เอาวันที่ 13 ก.ค.นี้ให้ผ่านก่อน อย่างสหรัฐอเมริกาโหวตกัน 15 ครั้งกว่าจะได้ประธานสภาฯ ทั้งโหวตด้วยและออกมาเจรจาด้วย เขาเรียกว่าโหวตไปวิปไป ตรงนี้ไม่มีอะไรตายตัว เชื่อว่าวันที่ 13 ก.ค. ทั่วโลกจ้องมองประเทศไทยอยู่ว่าเรามีคุณค่าร่วมกันแบบไหน ประเทศไทยมองนิยามคำว่ารัฐบาลเสียงข้างมากอย่างไร และประชาธิปไตยเป็นอย่างไรปัดตอบหนุน พท.พลิกจัดตั้ง รบ.เมื่อถามว่าถ้านายกฯไม่ใช่นายพิธา แล้วเพื่อไทยขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล จะสนับสนุนหรือไม่ นายพิธาตอบว่า ตอนนี้ยังไม่มีสมมติฐานไหนที่ทำให้สมมติแบบนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความ หรือเรื่องอะไรต่างๆนานา เรื่องนี้ละเอียดอ่อนจะสมมติพร่ำเพรื่อไม่ได้ ตลาดหุ้นจับตาดูอยู่ ต่างชาติที่กำลังจะลงทุนจับตาดูอยู่ ดังนั้นตอนนี้ยังไม่มีแผนสองอะไร และในมุมมองตนยังไม่มีสมมติฐานไหนที่จะสมมติแบบนั้นได้ tttt ttttttttconst jwplayer1 = jwplayer(“cover_jwplayer_VV4dTIcC”).setup({tttt    “playlist”: “https://cdn.jwplayer.com/v2/media/VV4dTIcC” tttt});tttt“พิธา” พร้อมเผชิญทุกสถานการณ์ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊ดำ หมูกรอบ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกนายกฯว่า จะราบรื่นเพียงใดขึ้นอยู่กับวิปพรรคที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล มองว่าเหตุการณ์ข้างหน้าไม่เกี่ยวกับเรื่องฟ้าดิน แต่เป็นเรื่องสำคัญของประชาชนในการเลือกผู้นำประเทศ แต่แน่นอนเราก็ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนในช่วงของภัยแล้ง ก็ต้องพูดคุยกับกรมอุตุนิยมวิทยาในหลายๆเรื่อง การลงพื้นที่หลายๆครั้งเราต้องลงมาขอบคุณประชาชน ต้องปกป้องเสียงจากประชาชน 25 ล้านเสียง ไม่ใช่ให้ประชาชนมาปกป้องเรา เราต้องลงไปปกป้องเสียงที่มอบให้ทั้ง 8 พรรค ไม่ได้มีความวิตกกังวลกับเหตุการณ์ข้างหน้า เตรียมความพร้อมมาตลอด 4 ปี พร้อมจะเผชิญกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นนายพิธา นำคณะขึ้นรถตระเวนขอบคุณประชาชนไปยังตลาดกลางลาดสวาย อ.ลำลูกกา“ประเสริฐ” เข้าใจ ก.ก.ไม่เผยไต๋ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล นัดหารือกันในวันที่ 11 ก.ค.ว่า จะพูดคุยเตรียมความพร้อมวันโหวตเลือกนายกฯ อาจมีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องของคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านบ้าง จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ นัดหมายประชุมวิป 3 ฝ่าย ซึ่งแนวทางการโหวตของ 8 พรรคร่วมฯ มีความชัดเจนเป็นเอกภาพ เป็นไปตามเอ็มโอยูที่จะสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ส่วนความคืบหน้าเรื่องเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. เท่าที่สอบถามพรรคก้าวไกลยังคงยืนยันว่าสามารถหาเสียง ส.ว.ได้เพียงพอ ก็เป็นไปตามนี้ก่อน เข้าใจดีว่าพรรคก้าวไกลอาจยังไม่อยากเปิดเผยอะไรมากนัก เพราะอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนโหวต และเข้าใจดีว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงถามเท่าที่ทำได้รอถก 8 พรรคจะโหวตกันกี่รอบเมื่อถามว่า ต้องพูดคุยกันหรือไม่ว่าหากโหวตครั้งแรกไม่ผ่าน พรรคร่วมรัฐบาลเดิมอาจเสนอชื่อคนแข่ง นายประเสริฐตอบว่า ในที่ประชุม 8 พรรคร่วมฯอาจมีการพูดคุยถึงเรื่องนี้บ้าง แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้รายละเอียดมากน้อยแค่ไหน ส่วนจะต้องโหวตกันกี่ครั้ง ประธานสภาฯต้องนำเรื่องนี้มาหารือกับแกนนำทั้ง 8 พรรค ว่าหากโหวตครั้งแรกไม่ผ่านจะมีแนวทางอย่างไร จึงยังไม่อยากสรุปไปก่อน พรรคเพื่อไทยยังไม่มองไปไกลและไม่มีแผนสำรอง วันนี้เราต้องให้เกียรติพรรคก้าวไกลก่อน“อุ๊งอิ๊ง” บินพบ “ทักษิณ” ที่สิงคโปร์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานายทักษิณ ชินวัตร พร้อม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังประเทศสิงคโปร์ วันเดียวกันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย นำสามีและลูกสาวไปเยี่ยมนายทักษิณ เป็นที่จับตามองว่า น.ส.แพทองธารไปพบนายทักษิณก่อนจะมีการประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกฯในวันที่ 13 ก.ค.เพียงไม่กี่วัน“หนู” เสนอควรโหวตครั้งเดียวที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การประชุม ส.ส.พรรคในวันที่ 11 ก.ค. จะรับฟังความเห็น ส.ส.ทุกคน รวมถึงหารือถึงสถานการณ์การเมือง จะมีทิศทางอย่างไรในการลงมติโหวตนายกฯ พรรคยังคงยืนยันตามเจตนารมณ์ที่ได้แถลงการณ์ไป เมื่อถามว่าคิดว่าการโหวตเลือกนายกฯควรเป็นกี่ครั้งจึงจะเหมาะสม นายอนุทินตอบว่า ควรโหวตครั้งเดียว ถ้าใครได้รับเสียงข้างมากคือ 376 เสียง เราต้องยอมรับ หากตรงนั้นไม่มีพรรคภูมิใจไทยอยู่เราก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน เราเคารพกติกาทุกอย่าง เมื่อถามว่าถ้าโหวตครั้งแรกครั้งที่สองไม่ผ่าน ไม่ควรมีครั้งต่อไปใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า อยู่ที่ประธานสภาฯจะวินิจฉัยอย่างไร มีคนส่งบทบัญญัติมาให้ดูคิดว่าต้องตีความ แต่ถ้าจะเสนอคนเดิมซ้ำก็ต้องขอญัตติtt ttไม่หวั่นถูกล่าแม่มดมีเอกสิทธิ์ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส. ส.ว.ไม่กลัวการถูกล่าแม่มดหลังโหวตนายกฯใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ทำไมต้องกลัว ส.ส.ส.ว.เป็นผู้มีวิจารณญาณ มีเอกสิทธิ์ ทุกคนต่างมีจุดยืนอยู่แล้ว เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้ พรรคที่ได้เสียงมากจะจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ต้องให้กำลังใจทุกคน หากจัดตั้งรัฐบาลได้ราบรื่นจะเป็นผลดี ตรงไหนถอยได้ก็ถอยบ้าง เมื่อถามว่าซีกพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังคาดหวังจะพลิกเกมหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ตอนนี้ไม่มีซีกไหน ทุกซีกจบไปตั้งแต่เลือกตั้งแล้ว มีแต่จุดยืนของแต่ละพรรค ภูมิใจไทยก็มีจุดยืนคือไม่เอาแก้ไขมาตรา 112 และไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย ชัดเจนในตัวเอง“ตุ๋ย” ยัน รทสช.ไม่ชิงนายกฯนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ขอประกาศว่า ได้แจ้งเลขาธิการพรรค รทสช.ให้เสนอที่ประชุมพรรควันที่ 11 ก.ค. พิจารณามีมติ 1.ไม่เสนอแคนดิเดตนายกฯ ให้รัฐสภาโหวต เพราะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำให้เกิดผลเสียต่อบ้านเมือง 2.เราไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯที่มีนโยบายการทำงานที่ขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 112 การแบ่งแยกการปกครอง การล้มล้าง สถาบันครอบครัว ระบบการศึกษา วัฒนธรรมประเพณีที่ดีและสถาบันหลักทั้งสามของชาติ เราชัดเจนตรงไปตรงมาไม่ต้องวิเคราะห์วิจารณ์ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรทั้งสิ้น หน้าที่ของเราคือทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้บ้านเมืองตกอยู่ในอันตราย และเชิญชวนทุกท่านที่รักชาติรักแผ่นดินให้ละทิ้งความบาดหมางลืมความแตกแยก หันกลับมาช่วยกันทำหน้าที่ที่มีต่อบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ตนต้องลาประชุมพรรควันที่ 11 ก.ค.เพราะติดภารกิจด้านสุขภาพ ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ยังโพสต์ภาพแจกันดอกไม้ที่ตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ นำมาเยี่ยมให้กำลังใจจากการเข้ารับการผ่าตัดอาการบาดเจ็บที่เอ็นหัวไหล่ พร้อมระบุ “กราบขอบคุณท่านนายกฯครับ”“เด็กลุงตู่” เนื้อเต้นจ่อเป็น ส.ส.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ช่วงเช้าวันที่ 10 ก.ค.ได้ยื่นหนังสือลาออกจากรองเลขาธิการนายกฯ และกราบลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพื่อไปทำหน้าที่ ส.ส. โดยนายกฯขอให้ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.อย่างเต็มความสามารถ ขอบคุณนายกฯที่กรุณาไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯ 2 ครั้ง และมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง กำกับดูแลงานสำคัญ ขณะนี้รอเอกสารจากสภาฯเพื่อเตรียมไปรายงานตัวเป็น ส.ส.ต่อสภาฯ วันที่ 12 ก.ค. และจะร่วมโหวตเลือกนายกฯในวันที่ 13 ก.ค.tt ttบช.น.จัด 15 กองร้อยรับม็อบวันเดียวกัน พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เตรียมออกประกาศห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร บริเวณรอบรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. เวลา 06.00 น. ถึงวันที่ 14 ก.ค. เพื่อรักษาความปลอดภัย มอบหมายให้ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รองผบช.น. เป็น ผบ.เหตุการณ์ ในวันลงมติเลือกนายกฯในวันที่ 13 ก.ค. และมอบ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.น. ดูแลพื้นที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล และพื้นที่ใกล้เคียง พล.ต.ต.รุ่งโรจน์กล่าวว่า ผบช.น.สั่งการจัดกำลังร่วมปฏิบัติหน้าที่กับหน่วยงานอื่น มีความพร้อมทุกด้านเพื่อให้การลงมติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัย ส.ว. และ ส.ส. รวมทั้งประชาชนที่มาติดตามการประชุม และให้กำลังใจ การข่าวประเมินสถานการณ์วันต่อวันผู้สื่อข่าวรายงานว่า บช.น.ได้ประสานตำรวจภูธร และตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ให้จัดเตรียมตำรวจอารักขาควบคุมฝูงชน เบื้องต้นใช้กำลังดูแลพื้นที่รอบๆรัฐสภาทั้งหมด 15 กองร้อย การประเมินสถานการณ์จากฝ่ายการข่าวในวันที่ 13 ก.ค. จะมีผู้มารวมตัวให้กำลังใจในวันโหวต และจะประเมินอีกครั้งหลังเสร็จสิ้นการลงมติ และจับตาดูความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียว่าจะนัดรวมตัวตามจุดต่างๆหรือไม่ขาใหญ่รู้ทันล้มเกมฮุบ ปชป.ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2566 ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เกิดเหตุการณ์องค์ประชุมล่มว่า สาเหตุองค์ประชุมที่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. บรรดาองค์ประชุมที่เป็นผู้ใหญ่และสมาชิกอาวุโสของพรรค ไม่เข้าร่วมประชุมในภาคบ่ายเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคชุดใหม่ เพราะผู้อาวุโสกลุ่มสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ รู้ข้อมูลว่า มีอีกฝ่ายทำโผกำหนดตัวบุคคลเข้าเป็น กก.บห.พรรคไว้หมดทั้งระบบแล้ว ทั้งที่เป็น ส.ส.และอดีต ส.ส. 80% ล้วนเป็นคนในสายหรือในกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค นายเดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ รวมถึงนายชัยชนะ เดชเดโช รักษาการรองเลขาธิการพรรค ที่วางตัวคนในอาณัติไว้ในตำแหน่งหลัก ชนิดที่เรียกได้ว่ารวบอำนาจการ บริหาร กำหนดชี้นำทิศทางของพรรคได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยไม่มีคนในขั้วของนายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หรือคนของนายอภิสิทธิ์อยู่เลยเปิดโผ กก.บห.ขั้ว“เฉลิมชัย”สำหรับโผที่มีการกำหนดวางตัวบุคคลในกลุ่มนายเฉลิมชัย และนายเดชอิศม์ และนายชัยชนะ วางตัวไว้เข้าเป็น กก.บห.พรรคชุดใหม่ อาทิ หัวหน้าพรรคคือนายนราพัฒน์ แก้วทอง มีนายสมบัติ ยะสินธุ์ ส.ส.แม่ฮ่องสอน เป็นรองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ส.ส.อุบลราชธานี รองหัวหน้าพรรคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ รองหัวหน้าพรรคภาคกลาง นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ และนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. รองหัวหน้าพรรค กทม. ส่วนรองหัวหน้าพรรคภารกิจ 8 คน ได้แก่ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร นางวทันยา บุนนาค นายนริศ ขำนุรักษ์ นายสุรินทร์ ปาลาเร่ นายสากล ม่วงศิริ นายธารา ปิตุเตชะ นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นายมนตรี ปาน้อยนนท์ เลขาธิการพรรคคือนายเดชอิศม์ ขาวทอง รองเลขาธิการพรรคอีก 6 คน ได้แก่ นางสุพัชรี ธรรมเพชร นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ นายชนินทร์ รุ่งแสง นายสมชาติ ประดิษฐพร นางกันตวรรณ ตันเถียร มีนางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ เป็นเหรัญญิกพรรค นายธนิตพล ไชยนันทน์ นายทะเบียนพรรค และนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค รวมถึงตัวแทนพรรคภาค 5 คน สมาชิกสภาท้องถิ่น 2 คน ผู้บริหารท้องถิ่น 1 คน และ กก.บห.พรรค 8 คนtt tt“บิ๊กตู่” ลองรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีรถไฟฟ้ามีนบุรี-กทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมก่อนทดสอบการเดินรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้ามหานคร (สายสีชมพู) เส้นทางมีนบุรี (PK30) สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ (PK12) สถานีลาดปลาเค้า (PK18) มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ร่วมคณะ มีนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ต้อนรับ หลังรับฟังบรรยายสรุป นายกฯนำคณะนั่งรถไฟฟ้าจากสถานีมีนบุรี ไปยังสถานี K12 จอดดูทางเชื่อมสกายวอล์กเข้าสู่ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ และย้อนกลับมาลงที่สถานีลาดปลาเค้า ระหว่างทางมีกลุ่มกองเชียร์คอยโบกมือให้กำลังใจ นายกฯให้สัมภาษณ์ว่า รถไฟฟ้าสายสีชมพูจะเปิดใช้งานจริงสิ้นปี 2566 โครงการเดินหน้าไปแล้ว 97% เหลืออีก 2-3% ทั้งนี้ก่อนเดินทางกลับมีแฟนคลับมายืนรอมอบช่อดอกไม้ พวงมาลัยให้กำลังใจ อยู่ใต้สถานีลาดปลาเค้า ตะโกนเชียร์ ก่อนขึ้นรถกลับได้ส่งสัญลักษณ์มือมินิฮาร์ตให้แฟนคลับอย่างอารมณ์ดี