วันอาทิตย์, 3 มีนาคม 2567

“บิ๊กตู่” วางมือการเมือง ยันตลอด 9 ปี ทุ่มเททำเพื่อชาติ (คลิป)

“ลุงตู่” ประกาศวางมือการเมือง พร้อมลาออกพ้นสมาชิก รทสช. ย้ำตลอด 9 ปีมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อชาติ ขอแฟนคลับสนับสนุน รทสช.ต่อไป “เจ๊หน่อย” ไปด้วยไขก๊อกพ้น ส.ส. “ฐากร” ขยับขึ้นมาแทน 8 พรรคร่วมถกทิศทางโหวตนายกฯ “ชลน่าน” แจง ก.ก.ยังไม่ยอมการันตีเสียง ส.ว. “ชัยธวัช” ปูดมือมืดข่มขู่แบล็กเมล์ ส.ว. ห่วงเปิดเผยตัวเลขเสียงอาจกระเพื่อมได้ “วันนอร์” เปิดเวทีให้อภิปรายเต็มที่ 6 ชั่วโมงเต็ม “พิธา” ส่งสารถึงคนไทยทุกกลุ่ม ย้ำคืนความปกติขอโอกาสให้ประเทศเดินหน้า “หยุย” แฉชื่อเพื่อน 10 ส.ว. หนุน “ทิม” “สมชาย” ตั้งแง่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เอา “พิธา” กกต.ยักแย่ยักยันส่งศาล รธน.ตีความหุ้นไอทีวีท่ามกลางความอึมครึมทางการเมืองในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม แจ้งผ่านเพจเฟซบุ๊กพรรครวมไทยสร้างชาติ ประกาศขอวางมือทางการเมือง และลาออก จากการเป็นสมาชิกพรรค รทสช.8 พรรคถกทิศทางโหวตนายกฯเมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 ก.ค.ที่รัฐสภา มีการประชุมแกนนำ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลหารือความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล นำโดยนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง นายวิรัตน์ วรศสิริน เลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม และตัวแทนจากพรรคพลังสังคมใหม่ ทั้ง 8 พรรคได้ถ่ายรูปร่วมกันก่อนจะประชุมหารือเตรียมความพร้อมการโหวตนายกรัฐมนตรีวันที่ 13 ก.ค.นี้tttt ttttttttconst jwplayer1 = jwplayer(“cover_jwplayer_sRcJ7UD1”).setup({tttt    “playlist”: “https://cdn.jwplayer.com/v2/media/sRcJ7UD1” tttt});ttttก้าวไกลไม่การันตีเสียง ส.ว.นพ.ชลน่านให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า 8 พรรคร่วมยืนยันสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ ตนจะเป็นผู้เสนอชื่อนายพิธาเป็นผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 13 ก.ค. ที่ประชุมยังสอบถามพรรคก้าวไกลถึงเสียงสนับสนุนนายพิธาจาก ส.ว.จะมีเพียงพอหรือไม่ด้วย นายชัยธวัชแจ้งว่าอยู่บนพื้นฐานของการประสานและหาเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ได้บอกว่ามีเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.เท่าใด ไม่ได้รับคำตอบจากนายชัยธวัช บอกว่าจะพยายาม ส่วนจะครบหรือไม่ครบไม่ได้ยืนยันพท.อุบไต๋พลิกเกมชิงการนำผู้สื่อข่าวถามว่าที่ประชุมได้หารือกรณีหากชื่อนายพิธาไม่ได้รับการเห็นชอบในวันที่ 13 ก.ค. จะเสนอให้โหวตอีกกี่ครั้ง จึงจะเปลี่ยนมาเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่านตอบว่า ไม่มีการคุยกันเรื่องนี้ เอาเหตุการณ์วันที่ 13 ก.ค.เป็นตัวหลักก่อน เมื่อถามว่ากังวลเสียงจะปริ่มน้ำหรือไม่ นพ.ชลน่านตอบว่า ไม่ได้คิด เราตั้งใจให้ผ่าน เพราะมติ 8 พรรคร่วมต้องลงคะแนนให้ทั้งหมด จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนการรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้หยิบยกมาพูดคุย เพียงแจ้งให้ทราบว่าวันที่ 13 ก.ค. รัฐสภาจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาร่วมฟังการประชุมโดยจัดสถานที่ให้ใช้ฝั่งวัดแก้วฟ้าจุฬามณี หากจำเป็นอาจขออนุญาตปิดถนนทหาร ไม่อยากให้เข้ามาบริเวณอาคารรัฐสภา เพราะมีหลายกลุ่ม หากทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ถือว่าเป็นการกดดันใดๆ“วันนอร์” เปิดให้อภิปรายเต็มที่ 6 ชม.ต่อมาเวลา 11.00 น.ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกประชุมวิป 3 ฝ่ายเตรียมความพร้อมในการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯวันที่ 13 ก.ค. มีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ตัวแทนวิปวุฒิสภา ร่วมประชุมใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์แถลงว่า ที่ประชุมหารือเรื่องการโหวตเลือกนายกฯเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย จะเปิดให้สมาชิกอภิปรายและโหวตกันได้ในเวลา 17.00 น. โดย ส.ว.ได้เวลา 2 ชั่วโมง และ ส.ส.จากทุกพรรคได้ 4 ชั่วโมง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาหรือความวุ่นวายเกิดขึ้น จากนี้จะนัดคุยกับตำรวจสภาฯหารือเรื่องการดูแลสถานการณ์ ส่วนประชาชนกลุ่มผู้สนับสนุนที่จะมาให้กำลังใจ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และพรรค การเมืองควรไปชี้แจงเพราะคนที่มาส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง เชื่อในเจตนาดีที่ประชาชนอยากได้นายกฯ อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองขอโฟกัสโหวตรอบแรกจบก่อนเมื่อถามว่า หากการโหวตในรอบแรกยังไม่สามารถเลือกนายกฯได้ จะโหวตรอบที่ 2 ได้หรือไม่ เนื่องจากมี ส.ว.บางส่วนออกมาท้วงติงว่าทำไม่ได้ นายวันมูหะมัดนอร์ตอบว่า ไม่ทราบ แต่นายพิธาสามารถแสดงวิสัยทัศน์ก่อนได้ เรายังไม่รู้ว่านายพิธา จะได้รับเสียงโหวตผ่านหรือไม่ ถ้าไม่ผ่านก็ต้องมาพิจารณาโดยยึดตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ และมติที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยมาแล้ว แม้จะไม่เกี่ยว กับกรณีนี้โดยตรง ดังนั้น ขอให้การพิจารณารอบแรก เสร็จสิ้นก่อน ถึงอย่างไรสภาฯก็ต้องดำเนินการให้ได้ นายกฯ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรง แต่จะเสนออย่างไร กี่ครั้ง และคนเดิมได้หรือไม่ ขอให้จบรอบแรกไปก่อนtt tt“ชัยธวัช” ปูดมีแบล็กเมล์ ส.ว.นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวภายหลังการหารือวิป 3 ฝ่าย ว่า มีการตกลงกัน เรื่องเวลาจะเริ่มประชุมในเวลา 09.30 น. ประธาน จะเปิดให้สมาชิกทั้ง 2 สภาฯ อภิปรายซักถามกันอย่าง เต็มที่ก่อนโหวต คาดว่า จะเริ่มโหวตได้ประมาณ 16.00-17.00 น. ทั้งนี้ เมื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภา อภิปรายและซักถามแล้ว เท่ากับนายพิธาจะได้แสดง วิสัยทัศน์ไปในตัว ส่วนเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ยอมรับ ว่ามีกระแสกดดันใน ส.ว.ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่ม ที่จะโหวตให้นายพิธา ตอนนี้ ส.ว.ส่วนใหญ่จึงมีท่าที ไม่แสดงออกชัดเจน คงต้องรอวันที่ 13 ก.ค. ทีเดียว ยังมีโอกาสที่เราจะได้เสียง ส.ว.เพียงพอ ตอนนี้มันมี ความไม่แน่นอน แต่ยังมีสัญญาณบวก “มีทั้งส่งข้อความ ส่งคนไปพูดคุยกดดัน บางกระแสข่าวมีความพยายามจะแบล็กเมล์ด้วยซ้ำ หรือเสนอผลประโยชน์ให้ต่างๆ นานา หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นจริง”ห่วงดึงสถาบันฯปะทะผลเลือกตั้งเมื่อถามว่า นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.ออกมา ขู่ 8 พรรคร่วมที่โหวตหนุนนายพิธาอาจถูกยุบพรรคได้ นายชัยธวัชตอบว่า ไม่น่าเกี่ยวกัน ตามหลักต้องถือว่า นายพิธายังไม่ผิด เป็นการแยกกันทำหน้าที่ ระหว่างเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครตามกฎหมาย กับการโหวตนายกฯของสมาชิกรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภาน่าจะแยกออก สิ่งที่กังวลมากกว่าคือความพยายามชูเรื่องความจงรักภักดีขึ้นมา เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ถือเป็นการหมิ่นเหม่นำสถาบันเข้ามาปะทะ กับผลการเลือกตั้ง ไม่ส่งผลดีต่อสถาบัน เมื่อถามต่อว่า มี ส.ว.บางคนอยากให้พรรคก้าวไกลลดเพดานในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นายชัยธวัชตอบว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ทราบข่าวว่า มีแม้กระทั่งการส่งข้อความกันในหมู่ ส.ว. มีเจตนา แน่วแน่ไม่ต้องการเห็นพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล เมื่อถามย้ำเรื่องผลประโยชน์นี่คือในฝ่าย ส.ว.หรือว่าอะไร นายชัยธวัชตอบว่า ใช่ๆ เพื่อไม่ให้โหวตนายพิธา แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนี่เราไม่รู้นะ แต่มีกระแสมาจี้ กกต.ชี้แจงทำลุกลี้ลุกลนเมื่อถามว่า มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าหากโหวต รอบแรกไม่ผ่านจะดำเนินการอย่างไร นายชัยธวัชตอบว่า ที่ประชุมไม่ได้หารือเรื่องนี้ ยังไม่ใช่วาระ ยังไม่ถึง เวลาที่จะพูดคุย เราพยายามทำให้วันที่ 13 ก.ค. ดีที่สุดก่อน เมื่อถามถึงกระแสข่าว กกต.อาจมีมติส่งเรื่องถือหุ้นสื่อไอทีวีไปยังศาลรัฐธรรมนูญ นายชัยธวัช ตอบว่า อย่างที่นายพิธาทำหนังสือถึง กกต. ขอโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย เป็นกระบวนการที่ควรจะเป็น ตอนนี้เกิดคำถามว่า ทำไม่ถึงลุกลี้ลุกลน มีกระแสข่าวว่า จะรวบรัด มีธงหรือไม่ เพื่อให้ศาลฯสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ของนายพิธา ก่อนที่จะมีการโหวตนายกฯ อันนี้เป็นความกังวลที่ กกต.ต้องอธิบายให้ได้ เรื่องนี้ ผิดสังเกตและหวังว่าจะไม่มีธงตามที่เป็นข่าว แต่ถึงอย่างไรสถานะการเป็นแคนดิเดตนายกฯของนายพิธายังคงอยู่“ภูมิธรรม” ดัน “พิธา” ให้สุดซอยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวว่า พรรคเพื่อไทยสามารถขอเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ถึง 40 เสียง ขณะที่พรรค ก.ก.มีเพียงแค่ 20 เสียงว่า คงต้องหารือกันว่าแต่ละคนทำได้แค่ไหน ตอนนี้มีแผนเดียวคือผลักดันนายพิธาอย่างสุดความสามารถ เมื่อถามย้ำว่าต้องเลือกถึงกี่ครั้ง นายภูมิธรรมตอบว่า สุดความสามารถ เราจะทำเต็มที่เท่าที่ความสามารถของเรามี เรื่องนี้คือการประกาศเจตนารมณ์ เมื่อถามว่า ส.ว.ระบุว่าถ้าเป็นพรรคก้าวไกลจะไม่โหวต แต่หากเป็นพรรคเพื่อไทยโดยไม่มีพรรคก้าวไกล ส.ว.จะยอมโหวต นายภูมิธรรมตอบว่า เรื่องนี้อยู่ที่ความเป็นจริง ต้องรอดูผลโหวตก่อน เราไม่ควรคิดอะไรที่เกินเลยไป นั่นคือการคาดเดา ส่วนกรณีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ออกมาขู่ 8 พรรคร่วมฯเสี่ยงจะถูกยุบพรรค ต้องดูรายละเอียดก่อน เป็นความนึกเห็นของแต่ละท่าน เราก็รับฟังเอามาพิจารณา ทุกสิ่งมีความหมายหมด ทุกท่าทีที่แสดงออกมาเราควรพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด จะช่วยกันดูและคิดกันทั้ง 8 พรรคtttt ttttttttconst jwplayer1 = jwplayer(“cover_jwplayer_SZbQA8u9”).setup({tttt    “playlist”: “https://cdn.jwplayer.com/v2/media/SZbQA8u9” tttt});tttt“พิธา” ส่งสารถึงคนไทยทุกกลุ่มขณะที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เผยแพร่คลิปวิดีโอความยาวกว่าสี่นาที ผ่านเฟซบุ๊กระบุแคปชันว่า “จากพิธาถึงทุกคน ก่อนวันโหวตนายกฯ 13 ก.ค.นี้ ให้โอกาสประเทศไทยได้มีรัฐบาลเสียงข้างมากตามเจตจำนงของประชาชน เดินหน้าตามครรลองประชา ธิปไตย คืนความปกติสู่การเมือง” มีเนื้อหาพอสรุปว่า เจตจำนงของประชาชนแสดงชัดเจนผ่านบัตรเลือกตั้ง เลือกพรรคก้าวไกลมาถึง 14,438,851 เสียง กลายเป็นพรรคอันดับ 1 มี ส.ส. 152 คน นี่คือเสียงที่ดังพร้อมกันทั้งประเทศว่าทุกคนต้องการประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิม จึงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลรวบรวมพรรคการเมือง 8 พรรค หรือ 72% ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ในการเมืองปกติพวกเรารัฐบาลผสมคงได้เข้าไปบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาประชาชนได้แล้ว แต่จนถึงวันนี้เกือบ 2 เดือนการโหวตนายกฯเพิ่งมาถึง เราต้องรอการตัดสินใจของ ส.ว. ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ วันนี้ชัดเจนประเทศ ไทยอยู่ในการเมืองไม่ปกติ อำนาจที่เป็นตัวแทนของประชาชนผ่านการเลือกตั้งถูกล้มล้างครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการรัฐประหาร นิติสงคราม และการยุบพรรค ความไม่ปกตินี้เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2560ย้ำคืนความปกติให้ประเทศนายพิธากล่าวอีกว่า นี่คือโอกาสที่เราจะคืนความปกติสู่การเมืองไทย ให้โอกาสประเทศไทยกลับมามีรัฐบาลที่ชอบธรรม เดินหน้าซ่อมแซมแก้ไขประเทศตามที่ประชาชนคาดหวัง กลับสู่ครรลองของการเมืองรัฐสภาที่ประชาชนเชื่อมั่น ฝากความหวังไว้ได้ ให้โอกาสประเทศไทยเดินหน้าไปสู่ความเป็นไป ได้ใหม่ๆ สร้างสังคมที่เห็นคนเท่ากัน ไม่ใช่กดปราบลิดรอนสิทธิประชาชน การโหวตเลือกนายกฯในวันที่ 13 ก.ค. ไม่ใช่การเลือกพิธา ไม่ใช่การเลือกพรรค ก.ก. แต่คือการเลือกเพื่อยืนยันว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยแบบปกติ เพื่อยืนยันว่าแม้เราอยู่รัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการเมืองที่ไม่ปกติแต่สมาชิกรัฐสภาทุกคนสามารถใช้เสียงตัวเองสานต่อเจตนารมณ์ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการเลือกตั้งให้ลุล่วง จัดตั้งรัฐบาลที่เป็นตัวแทนเสียงข้างมากให้สำเร็จขอโอกาสประเทศไทยเดินหน้านายพิธากล่าวว่า “ขอสื่อสารไปยัง ส.ส. และ ส.ว.ทุกท่าน ท่านอาจไม่ชอบแนวทางการเมืองพวกเราในระบอบการเมืองปกติ แต่พวกท่านตรวจสอบผมได้ โจมตีผมได้ โหวตผมออกจากตำแหน่งก็ยังทำได้ แต่การโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างมาก คือการให้โอกาสประเทศไทยเดินหน้าในแบบที่ควรจะเป็น ในโอกาสนี้ขอสื่อสารไปยังประชาชน เราผ่านวันเลือกตั้งมาแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีรัฐบาลเสียงข้างมาก ที่จะนำพาประเทศไปสู่ข้างหน้า ผมพร้อมเป็นนายกฯของทุกคน ไม่ว่าท่านจะเลือกพรรคไหน มีความเห็นทางการเมืองอย่างไร ปรารถนาถึงสังคมแบบไหน ผมจะเป็นนายกฯที่บริหารประเทศที่โอบรับความฝันอันหลากหลายของทุกคนได้ ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินไปข้างหน้า โดยการบริหารของรัฐบาลพรรคร่วม 8 พรรค ที่นำโดยนายกฯที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”tt ttขอเสียงปรบมือให้ ส.ว.กล้าโหวตช่วงค่ำที่ตลาดนัดเรือบิน จ.สมุทรปราการ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. พร้อมทีมส.ส.สมุทรปราการทั้ง 8 เขต ขึ้นเวทีปราศรัยขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากชาวสมุทรปราการว่า เวทีสมุทรปราการเป็นเวทีสุดท้ายที่จะขึ้นเวทีในฐานะ ส.ส. ครั้งหน้าจะมาในฐานะนายกฯ ให้เดาใจคงมีคนที่กระวนกระวาย อย่าเหมารวม ส.ว. เขาก็เป็นปัจเจกชนที่มีความตั้งใจดีกับบ้านเมือง เราต้องค่อยๆพูด ค่อยๆจา อย่าให้เขาพูดได้ว่าพวกเราไปกดดัน ขอร้องกันดีๆ ชื่นชมในความกล้าหาญ เราไม่เหมารวมว่า ส.ว.เหมือนกันทุกคน มีคนที่กล้าหาญ ขอเสียงปรบมือดังๆให้ ส.ว.ที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชน ทันทีที่นายพิธาพูดจบ ประชาชนที่มาฟังปราศรัยตอบรับด้วยการปรบมือดังลั่น“หยุย” แฉชื่อ 10 สว.หนุน “ทิม”ด้านนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊กโดยนำภาพอินโฟกราฟิก ส.ว.ที่ถูกระบุว่าจะโหวตสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯว่า “เพื่อความชัดเจนตามนี้เลย สอบถามทุกคนในภาพมาแล้ว ตัวเลขปั่นจนข่าวเอาไปลงคือ 20 ตัวเลข แท้จริงคือ 10 ครับ” สำหรับ ส.ว. 10 คนที่นายวัลลภระบุ ได้แก่ นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ นายทรงเดช เสมอคำ นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม นายวันชัย สอนศิริ นายมณเทียร บุญตัน นางประภาศรี สุฉันทบุตร นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายพิศาล มาณวพัฒน์ และนายพีระศักดิ์ พอจิตหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เอา “พิธา”นายสมชาย แสวงการ ส.ว. กล่าวว่า เชื่อว่า ส.ว.มีดุลพินิจอยู่แล้ว ต้องฟังข้อมูลรอบด้านทั้งการแสดงวิสัยทัศน์จากได้รับการเสนอชื่อ ข้อมูลการอภิปรายจากสมาชิกรัฐสภา ข้อมูลทางคดีที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผลโหวตจะออกมาอย่างไรรอดูวันที่ 13 ก.ค. ส่วนกระแสข่าวจะมี ส.ว.ถึง 90% งดออกเสียงยังไม่ทราบ เพราะบางคนยังยืนยันว่ามีเสียงเพียงพอ การโหวตของ ส.ว.ต้องคำนึงว่าถ้าพาประเทศรุ่งเรืองก็เห็นด้วย แต่ถ้าเลือกแล้วพาประเทศวิกฤติ เปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินก็ไม่เห็นด้วย เพราะ ส.ว. 250 คน ต้องร่วมรับผิดชอบในการโหวต ส่วนตัวไม่สบายใจในหลายประเด็น ทั้งการแก้ไขมาตรา 112 แม้สุดท้ายนายพิธายืนยันจะไม่แก้ไข แต่ต้องถามสมาชิกพรรคก้าวไกลที่เหลือ และเครือข่ายว่าคิดแบบเดียวกันหรือไม่ ทั้งนี้ข้อกังวลของ ส.ว.ไม่ให้นำชื่อนายพิธามาโหวตในรอบสอง หากไม่ผ่านรอบแรกนั้น แม้รัฐธรรมนูญไม่มีข้อห้ามเรื่องการเสนอชื่อโหวตซ้ำรอบสอง แต่ ส.ว.ยังกังวลใจ หากจะให้โหวตไปเรื่อยๆ จึงหยิบเรื่องนี้มาหารือกัน แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนกกต.ยักแย่ยักยันส่งศาล รธน.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เวลา 10.00 น. มีการประชุมกรรมการ กกต. เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 กรณีการถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) หรือไม่ เป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากวันที่ 10 ก.คนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. แถลงว่าการประชุม กกต.วันนี้ พิจารณาหนังสือของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ขอให้ กกต.ปฏิบัติตามระเบียบสืบสวนฯที่ประชุมเห็นว่าปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 สำนักงาน กกต.จะมีหนังสือตอบผลการพิจารณาของที่ประชุมให้นายพิธาทราบต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับรายงานจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายพิธาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมรับทราบและเพื่อความละเอียดรอบคอบ จะพิจารณาต่อในวันที่ 12 ก.ค.“ทนายอั๋น” ดักคอไม่ต้องรีบร้อนขณะที่นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือถึงนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ขอให้ชะลอการยื่นเรื่องตรวจสอบคุณสมบัตินายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการถือหุ้นสื่อไอทีวี เนื่องจากวันที่ 13 ก.ค. รัฐสภาจะประชุมโหวตเลือกนายกฯ นายพิธาเป็นหนึ่งในผู้ที่จะถูกเสนอชื่อ เนื่องจากเป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เป็นพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจาก 8 พรรคร่วม จึงอยากให้ชะลอเรื่องนี้ออกไปก่อน จนกว่าการโหวตนายกฯแล้วเสร็จ กกต.ยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนพิจารณาในช่วงนี้ เกรงว่าจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่างในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลอาจเกิดสุญญากาศทางการเมืองวุ่นวายไปกันใหญ่ รวมถึงความวุ่นวายจากมวลชนกลุ่มผู้สนับสนุนนายพิธาและพรรคก้าวไกลtt tt“พิธา” จัดคิวคุยภัยแล้ง GISTDAช่วงสายที่อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล มีนัดเข้าหารือกับผู้บริหารสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) เมื่อนายพิธาเดินทางมาถึงได้โบกมือทักทายและส่งยิ้มให้กับกลุ่มแฟนคลับ พนักงาน ข้าราชการ และประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ทำงานและมาติดต่อหน่วยงาน มารอให้กำลังใจ พร้อมส่งเสียงเชียร์สนับสนุนให้เป็นนายกฯ นายพิธากล่าวว่า วันนี้ได้รับเชิญจากทาง GISTDA ให้มาพูดคุยถึงเรื่องภัยแล้งที่เกิดขึ้นไม่พูดจำนวน ส.ว.หวั่นกระเพื่อมหลังการหารือกับ GISTDA นายพิธาให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กกต.อาจมีการประชุมเรื่องหุ้นไอทีวีในวันที่ 13 ก.ค. อาจเป็นข้ออ้างให้เลื่อนการโหวตนายกฯออกไปอีกว่า ขอวิงวอนเพื่อนสมาชิก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนที่ดูอยู่ หากต้องเลื่อนการเลือกนายกฯน่าจะเป็นประเทศชาติที่เสียผลประโยชน์ เมื่อถามว่าอยากบอกอะไรกับ ส.ว.ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ นายพิธาตอบว่า การลงคะแนนวันที่ 13 ก.ค. ไม่ได้ลงให้พิธา แต่ท่านลงคะแนนให้รัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากมติประชาชน 25 ล้านคน “ถ้าผมเอาคำว่าผมออกแล้วเอาคนอื่นใส่ แล้วให้ระบบมันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่าประเทศจะเดินหน้าและเป็นทางรอดได้” เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้เสียง ส.ว.สนับสนุนครบ นายพิธาตอบว่า “ครับ ยังมั่นใจอยู่ครับ” ส่วนจำนวนต้องไปรอดูกัน เราพูดตอนนี้อาจกระเพื่อม กระทบต่อการตัดสินใจในอีก 1-2 วัน ฉะนั้นอีกแค่ 2 วันดูไปพร้อมกันเลยดีกว่า“เจ๊หน่อย” ไขก๊อก “ฐากร” แทนวันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กประกาศลาออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อระบุว่า ได้แจ้งลาออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทยแล้ว ตามที่ได้ประกาศในวันที่เข้าสภาครั้งแรก จะเลื่อนลำดับผู้สมัครถัดไปขึ้นมาแทนการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ประกาศไปตั้งแต่ตอนก่อตั้งพรรควันแรก คือขอเป็นเสาเข็มลงหลักปักฐานตั้งพรรคให้สำเร็จ และเป็นสะพานเชื่อมโยงคนทุกวัยเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง ทำให้พรรคไทยสร้างไทยเป็นสถาบันการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง พรรคไทยสร้างไทยยังเป็นพรรคน้องใหม่ เรามีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะสร้างพรรคของประชาชน จึงขออาสาไปทำงานร่วมกับประชาชนเต็มกำลัง เพื่อสร้างพรรคให้เข้มแข็ง และขอยืนยันจุดยืนของพรรคที่จะโหวตให้พรรคที่มีเสียงเป็นอันดับหนึ่งตามครรลองประชาธิปไตย ขอเรียกร้องไปยัง ส.ว.ทั้ง 250 คนให้ยึดหลักการประชาธิปไตย ไม่ฝืนเจตจำนงประชาชน ซึ่งมีแต่จะนำพาประเทศไปสู่หล่มความขัดแย้งครั้งใหม่ สำหรับผู้ที่จะเลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแทน คือนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่อยู่ในบัญชีลำดับที่ 2 เพื่อมาโหวตเลือกนายกฯ“ผู้กอง” ส่งซิกอันดับ 2-3-4 รอคิวอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ พปชร. แถลงหลังการประชุมว่า ยืนยันจุดยืนเดิมไม่เสนอชิงตำแหน่งนายกฯโดยใช้เสียงข้างน้อยเด็ดขาด และจะไม่โหวตให้คนที่ต้องการแก้ไขมาตรา 112 หากเกิดอะไรขึ้นเราต้องให้พรรคที่มีเสียงรองลงมาจัดตั้งรัฐบาล หมายความว่าหากที่สุดแล้วพรรคอันดับ 1 ไม่ผ่าน ก็ให้พรรคอันดับสองไปจัดการ เมื่อถามว่าถ้าพรรคอันดับสองมีปัญหา จะตกมาที่พรรคอันดับ 3 อันดับ 4 หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า ก็ควรเป็นอย่างนั้น เมื่อถามย้ำว่าควรโหวตให้จบภายในครั้งเดียวหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่า เป็นกลไกของรัฐสภา ก็อยากให้จบในทีเดียว แต่เมื่อไม่จบก็ต้องให้เวลา สมมติว่าครั้งแรกไม่ผ่านก็ต้องให้โอกาสพรรคอันดับ 2 รวบรวมพรรคร่วม ถ้าพรรคอันดับ 2 ไม่ผ่านก็ให้พรรคอันดับ 3ครม.จืดชืด 5 รมต.ลาประชุมเมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีรัฐมนตรีแจ้งลาประชุม 5 คน ได้แก่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ก่อนเข้าประชุมนายกฯได้เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวของกลุ่มเกษตรกร ที่นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นำมาจัดแสดง ต่อมาคณะผู้บริหารอว.เข้าพบ เพื่อแสดงผลงานการประกวด และการส่งเสริมอุตสาหกรรมออกแบบของเล่น ส่งเสริมจินตนาการการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน นางสายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และคณะ เข้าพบเพื่อจำหน่ายดอกบานชื่นให้กับ ครม. ในวันเมตตาปัญญาอ่อน วันที่ 14 ก.ค. tt tt“บิ๊กตู่” บอกฟ้าใสสว่างสวยต่อมาเวลา 12.00 น.หลังประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์แถลงกับผู้สื่อข่าวอารมณ์ดี มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข เดินตาม ก่อนถึงโพเดียม พล.อ.ประยุทธ์ถอนหายใจเสียงดัง “เฮ้อ” ผู้สื่อข่าวถามว่าถอนหายใจแรงจัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก วันนี้ฟ้าแจ่มใสสว่างสวยงาม” เมื่อถามว่าเป็นฟ้าหลังฝนหรือจะมีอะไรดีๆเกิดขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่มีไม่ทราบ บอกแล้วเรื่องการเมืองไม่มีความคิดเห็น วันนี้ประชุม ครม.ตามปกติ ต้องขอบคุณรัฐมนตรีที่มาประชุมทำให้องค์ประชุมครบถ้วน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทบทวน จากนั้นเดินออกจากโพเดียม เมื่อถามว่าเป็นห่วง 14 กลุ่มเตรียมชุมนุมหน้ารัฐสภาวันโหวตนายกฯหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ก็อย่าไปเสนอข่าวสิ” ก่อนจะเดินขึ้นห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า มีนายอนุทินเดินตามขึ้นไปส่งtttt ttttttttconst jwplayer1 = jwplayer(“cover_jwplayer_Le7K590V”).setup({tttt    “playlist”: “https://cdn.jwplayer.com/v2/media/Le7K590V” tttt});ttttก่อนประกาศวางมือการเมืองกระทั่งเวลา 16.15 น. เพจเฟซบุ๊กพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค รทสช. ประกาศวางมือทางการเมือง และลาออกจากสมาชิกพรรครทสช. พร้อมข้อความจาก พล.อ.ประยุทธ์ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรค รทสช.และตน ในการเลือกตั้ง ส.ส. ทำให้เรามี ส.ส.รวม 36 คน เชื่อว่าทุกท่านทราบดีว่าตลอดระยะเวลา 9 ปีเศษ ในฐานะนายกฯได้ทำงานอย่างมุ่งมั่นทุ่มเทเต็มกำลังเพื่อปกป้องรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประโยชน์ของประชาชน ได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้ประเทศชาติแข็งแกร่งขึ้นในทุกด้าน มีเสถียรภาพ มีความสงบ และฟันฝ่าอุปสรรคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนมีความสำเร็จก้าวหน้าเป็นรูปธรรมหลายด้าน ดูแลประชาชนอย่างเป็นระบบอย่างทั่วถึงด้วยความเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม บริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มความสามารถ ระมัดระวังการใช้จ่ายงบประมาณภาษีของพี่น้องประชาชน ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายวินัยการเงินการคลัง หวังอย่างยิ่งว่ารัฐบาลต่อไปจะดำเนินการพัฒนาต่อไปพ้นสมาชิกรวมไทยสร้างชาติพล.อ.ประยุทธ์ระบุอีกว่า จากนี้ไปขอประกาศวางมือทางการเมือง ด้วยการลาออกจากสมาชิกพรรค รทสช. ขอให้หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารและสมาชิกพรรค ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วยอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง ปกป้องรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดูแลพี่น้องประชาชนชาวไทยต่อไป ขอให้พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจสนับสนุนการทำงานของพรรค รทสช.ต่อไป ทั้งนี้หลังจากเพจรวมไทยสร้างชาติเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ผู้บริหาร สมาชิกพรรคจำนวนมาก อาทิ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรค พร้อมใจกันโพสต์ขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ที่เสียสละทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองมาตลอดเวลา 9 ปีtttt ttttttttconst jwplayer1 = jwplayer(“cover_jwplayer_oxhU4V8a”).setup({tttt    “playlist”: “https://cdn.jwplayer.com/v2/media/oxhU4V8a” tttt});tttt“ตุ๋ย” แจงหลบฉาก รบ.ข้างน้อยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครทสช. โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงถึงการประกาศวางมือการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีความประสงค์จะแสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพียงอยากขอโอกาสสานงานต่อในสิ่งที่มุ่งหวังตั้งใจ แต่เมื่อไม่มีโอกาสนั้น และเห็นว่าถูกโยงเป็นประเด็นให้พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษที่เกรงใจคนอื่นอยู่เสมอเกรงทำให้พรรคมีปัญหา อีกทั้งพยายามสร้างเรื่องว่าท่านพยายามตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำให้เสียภาพ ทั้งตัวท่านและพรรค ดังนั้นเห็นว่าการวางมือทางการเมืองเป็นหนทางยุติปัญหาทั้งหมดที่ดีที่สุดtt tt“อานนท์”ยัน 13 ก.ค.ไร้ม็อบใหญ่ด้านนายอานนท์ นำภา ทนายความศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน แกนนำกลุ่มราษฎร ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” ถึงกระแสข่าวมวลชน 14 กลุ่มนัดชุมนุมหน้ารัฐสภาในวันที่ 13 ก.ค.ว่า ถ้าเป็นข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงจริง น่าจะเป็นการไปสอบถามส่วนตัวมากกว่า เพราะหลายกลุ่มที่ถูกระบุถึงยังไม่ประกาศจัดการชุมนุมเป็นทางการ ไม่ว่ากลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมกลุ่ม wevo หรือคณะก้าวหน้า ยังไม่ตรงกับความจริงมากนัก คนจำนวนมากที่จะไปไม่ได้สังกัดกลุ่มเหล่านี้ เป็นกลุ่มอิสระที่จะไปแบบออร์แกนิก ต่างคนต่างไปไม่ได้สังกัดกลุ่มใด โดยเฉพาะ 3 กลุ่มที่กล่าวถึง ถ้าชุมนุมคงไม่ได้เป็นไปในลักษณะการนำ เพราะยังไม่ถึงเวลาออกมานำมวลชน วันที่ 13 ก.ค. การชุมนุมดุเดือดหรือประท้วงจะยังไม่เกิด วันนั้นทุกคนจะไปด้วยความหวังว่า ส.ว.และพรรคร่วมรัฐบาลจะโหวตให้นายพิธาเป็นนายกฯ ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณพิเศษอะไรพิเศษที่จะคว่ำนายพิธาอย่างจริงจัง มี ส.ว.อีกส่วนที่ยังนิ่งๆ คนน่าจะไปฟังหรือไปลุ้นดูลาดเลา คงไม่ชุมนุมดุดันขู่โหวตไม่ผ่านปะทุทั้งประเทศแน่นายอานนท์กล่าวว่า แต่ถ้าการโหวตไม่ผ่าน ความไม่พอใจของคนจะปะทุขึ้นทันที ไม่เฉพาะในกทม. แต่ในต่างจังหวัดด้วย การชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้เคารพเสียงประชาชนต้องมีแน่ ให้ตัดแกนนำเสื้อแดง เสื้อเหลืองหรือราษฎรออกไปเลย จะมีการนำกันเองแบบกลุ่มย่อย ยากต่อการจัดการของรัฐ ประเด็นอยู่ที่คนที่จะมาจัดการม็อบ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีประสบการณ์สลายชุมนุมมาหลายครั้ง เตือนว่าครั้งนี้ต้องระวังด้วย จากการประเมินจะเป็นม็อบแบบที่เราคาดไม่ถึง แม้แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงที่มาสอบถามตนยังประเมินไม่ถูก สิ่งที่ระมัดระวังคือวินาทีที่ผลโหวตออกมาว่า นายพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ คืนนั้นทั้งคืนในโซเชียลมีเดียต้องเดือด วันรุ่งขึ้นต้องจัดการชุมนุมแน่ เพราะตรงกับช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ คิดว่าม็อบน่าจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศอีกครั้งเหมือนช่วงปี 2563 โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆที่มีมหาวิทยาลัยเชื่อทหารนิ่งไม่สู้กับประชาชนนายอานนท์กล่าวอีกว่า จุดแตกหักใกล้เข้ามาถึง ไม่ใช่เป็นฟางเส้นสุดท้าย แต่จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่คนจะเห็นว่าบ้านเมืองไม่มีอนาคตแล้ว ต้องออกมาเรียกร้องชุมนุมแบบถอยไม่ได้ ทั้งเชื่อว่าทหารจะไม่เลือกที่จะออกมา เพราะครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่มีคนมาใช้สิทธิมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เท่ากับเป็นการต่อสู้กับคนทั้งประเทศ การชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศจะเกิดขึ้นจากนี้หากไม่เคารพเสียงประชาชน แต่ต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้ไปปะทะกับกลุ่มอำนาจนอกระบบที่มีอาวุธมากกว่าเราด้วย ศาลรับคำร้อง “อุปกิต” ฟ้อง “โรม”ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำสั่งคดีที่นายอุปกิต ปาจริยางกูร ส.ว. ยื่นฟ้องนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ฐานหมิ่นประมาทกรณีช่วงคืนวันที่ 15 ก.พ.2565 ในการอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อ ครม. นายรังสิมันต์อภิปรายในหัวข้อเช็กบิลไทยดำ-จีนเทา มีเนื้อหาพาดพิงใส่ความให้ผู้อื่นเข้าใจว่านายอุปกิตเกี่ยวข้องด้วย ล้วนเป็นเท็จทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการนำคลิปมาเปิดอภิปรายในสภา จำเลยมีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่แล้ว แต่จำเลยนำคลิปเผยแพร่ทาง YouTube และ facebook ถือว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา คดีมีมูลมีคำสั่งประทับรับฟ้องหมายแจ้งให้จำเลยทราบเพื่อนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 21 ส.ค.