วันพฤหัสบดี, 22 กุมภาพันธ์ 2567

อิสราเอลสุดกร้าว สั่งชาวปาเลสไตน์อพยพลงใต้ ส่งทหารบุกภาคกลางฉนวนกาซาแล้ว

05 ธ.ค. 2023
50

กองทัพอิสราเอลสั่งกร้าว ให้ชาวปาเลสไตน์รีบอพยพลงใต้ ส่งทหารบุกภาคพื้นดินเข้าไปยังเมืองข่านยูนิส ทางภาคกลางของฉนวนกาซาแล้ว ขณะที่มีรายงานอิสราเอลโจมตีโรงเรียนสองแห่ง ดับสลดอีกอย่างน้อย ๕๐ ศพเมื่อ ๕ ธ.ค. ๒๕๖๖ สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กองทัพอิสราเอลออกคำสั่งกร้าว ให้ชาวปาเลสไตน์ในเมืองข่านยูนิส เมืองใหญ่ที่สุดอันดับ ๕ ในฉนวนกาซา รีบอพยพลงสู่ทางใต้ของฉนวนกาซา ขณะที่กองทัพอิสราเอลกำลังขยายปฏิบัติการภาคพื้นดิน ส่งกำลังทหารบุกเข้าไปในเมืองข่านยูนิส ทางภาคกลางของฉนวนกาซา เพื่อปราบกลุ่มฮามาสบีบีซีระบุว่า จากแผนที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ทางเหนือและตอนกลางของเมืองข่านยูนิส มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ประมาณ ๑๖๗,๐๐๐ คน ที่จำเป็นต้องอพยพลงสู่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ขณะที่มีคนเห็นเหตุการณ์หลายคนบอกตรงกันว่า พวกเขาเห็นรถถังของอิสราเอลหลายคันแล่นเข้าสู่ภาคกลางของฉนวนกาซา และแพทย์คนหนึ่งเปิดเผยว่า ขณะนี้โรงพยาบาลในเมืองข่านยูนิสเต็มไปด้วยคนไข้และผู้บาดเจ็บจนล้นโรงพยาบาลtt ttกองทัพอิสราเอลระดมโจมตีฉนวนกาซาอย่างหนักเมื่อคืนวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๖ โดยรูปนี้ถ่ายจากเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซานอกจากนั้นมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันระบุว่า กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศถล่มโรงเรียนสองแห่งในเมืองกาซาซิตี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว ๕๐ ศพ ขณะที่สำนักข่าววาฟาในปาเลสไตน์แจ้งว่า มีชาวปาเลสไตน์จำนวนมากมาพักพิงที่โรงเรียนทั้งสองแห่ง เพื่อหวังหลบภัยจากการถูกอิสราเอลโจมตีทั้งนี้ เมื่อ ๓ ธ.ค. ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลประกาศจะขยายปฏิบัติการภาคพื้นดิน ส่งกองกำลังทหารบุกฉนวนกาซาทั้งหมด และจะเคลื่อนกำลังเข้าไปในเมืองข่านยูนิส ทางตอนกลางของฉนวนกาซา หลังจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ๗ วันระหว่างอิสราเอลกับฮามาสเพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันล่มเมื่อ ๑ ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยกลุ่มฮามาสได้ปล่อยตัวประกัน ๑๐๕ คน และอิสราเอลปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในเรือนจำ ๒๔๐ คนก่อนหน้านี้ กองทัพอิสราเอลได้ส่งทหารบุกยึดทางตอนเหนือของฉนวนกาซาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม หลังฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลแบบช็อกโลก มีผู้เสียชีวิตราว ๑,๒๐๐ ศพ และจับตัวประกันราว ๒๔๐ คน เมื่อ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๖ในขณะที่ปฏิบัติการโจมตีฉนวนกาซาเพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาส ทำให้มีชาวปาเลสไตน์สังเวยชีวิตเกือบ ๑๕,๙๐๐ ศพที่มา : BBC