Monday, 27 May 2024

"ภูมิธรรม" เผย นายกฯ เรียกพรรคร่วมรัฐบาล หารือเตรียม อภิปรายงบฯ ปี ๖๗

28 Dec 2023
56

“ภูมิธรรม” เผย นายกฯ เรียกพรรคร่วมรัฐบาล หารือเตรียมอภิปรายงบฯ ๖๗ ยัน โควตากมธ.พรรคร่วมไร้ปัญหาหลังสะพัด คณะรัฐมนตรีกดไมค์ประท้วง เหตุมีแต่ชื่อคนเพื่อไทย ปัด “สมศักดิ์” พ้นยุติธรรมไม่เกี่ยวปมทักษิณวันที่ ๒๘ ธ.ค. ๖๖ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชิญรัฐมนตรีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อหารือเตรียมความพร้อมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๗ ซึ่งใช้เวลาการหารือประมาณ ๑ ชั่วโมง โดยรัฐมนตรี ที่เข้าร่วมวงรับประทานอาหารประกอบด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายเทวัญ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนากล้า นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติโดยนายภูมิธรรม ระบุว่า การหารือในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐมนตรีพักผ่อนในช่วงปีใหม่ให้เต็มที่ ปีหน้าจะได้มาทำงานกันอย่างหนักหน่วง อย่างที่นายกรัฐมนตรีบอกทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งในช่วงต้นปี จะมีเรื่องของงบประมาณปี ๒๕๖๗ส่วนสัดส่วนโควตาพรรคร่วมรัฐบาลในกรรมาธิการงบประมาณ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา มีการรายงานว่า ที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลมีการกดไมค์ประท้วง เนื่องจากมีการเสนอชื่อกรรมาธิการสามัญแต่ของพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม ยืนยันว่า ไม่มี หากดูจากฐานที่เป็นจริงในวันนี้และรายละเอียด นายกรัฐมนตรี บอกให้ไปคุยกันในวิปฯ ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งขณะนี้สำนักงบประมาณมีการเสนอจำนวน ๖๔ คน ซึ่งรัฐบาลเสนอขอให้มี ๗๒ คนตามที่เคยทำ โดยธรรมเนียมปฏิบัติเดิมซึ่งเดี๋ยวจะต้องไปคุยกันโดยนายภูมิธรรม ยังระบุอีกว่า นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณ โดยได้มีการมอบหมายในที่ประชุม คณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีภารกิจอีกหลายอย่าง และตนสามารถประสานนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลได้อยู่แล้ว พร้อมกับระบุว่า ไม่น่ามีปัญหาอะไรส่วนประเมินสถานการณ์การเมืองในปีหน้า ว่า จะมีอะไรทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม ทั้งกระแสของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และดิจิทัลวอลเล็ต นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตน ไม่ได้ประเมินกลัวข้างหน้าจะมีปัญหาอะไร เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ และเป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งเรื่องของนายทักษิณ เป็นไปตามกฎหมายกฎระเบียบ ในปี ๒๕๖๐ และออกมาไม่ได้คิดว่า จะช่วยใคร แต่เป็นไปตามหลักสากลรวมไปถึงมีปัญหาเรื่องคุกล้น โดยตามหลักสิทธิมนุษยชน และส่วนที่สำคัญ คือ ควรจะให้ได้รับการปรับตัวก่อนที่จะออกมา พร้อมกับระบุว่า เรื่องนี้ มีการจุดประเด็นให้เป็นดราม่าขึ้นมาในสังคมเท่านั้น แต่หากดูเรื่องหลักยุติธรรมและความเป็นจริงก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า การอภิปรายงบฯ ที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ต้องมาดูวิธีคิดของพรรคร่วมรัฐบาลว่า จะจัดงบกันแบบไหน ซึ่งในวันที่เปิดการอภิปรายงบประมาณ นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียด พร้อมขอให้ผู้ร่วมอภิปรายฟังนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาชนจะได้เข้าใจ หากทุกอย่างเป็นไปตามกรอบ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร พร้อมขออย่าใช้วิธีเอางบประมาณเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ขอให้เอาเรื่องการรักษาผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลักส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา ๑๕๑ หรือ ๑๕๒ ก็ถือเป็นสิทธิ์อยู่แล้ว แต่อาจจะลำบากเนื่องจากเพิ่งเริ่มต้นทำงาน และงบประมาณในการทำงานก็ยังไม่มี เป็นเพียงการเตรียมพื้นฐานรองรับ ตนเชื่อว่าสามารถชี้แจงได้ และประชาชนเองก็เห็นได้อยู่แล้ว ว่าการทำงานที่ทำอยู่นี้ไม่มีงบประมาณ กว่าจะได้เดือนพฤษภาคม เราก็ทำผลงานออกมาได้มากมาย พร้อมกับระบุว่า เรื่องเกี่ยวกับการเมืองในขณะนี้ ไม่น่ามีปัญหาอะไรให้น่าเป็นห่วง เพียงแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลนี้ และรัฐมนตรีทุกคน คงต้องทำงานเหนื่อยมาก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเป็นงานที่เราต้องทำขณะเดียวกัน นายภูมิธรรม ยังชี้แจงถึงกรณีการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีใหม่ โดย กระทรวงยุติธรรมไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับดูแลของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีการวิพากษ์วิจารณ์คดีนายทักษิณ อย่างที่ทุกคนทราบดีอยู่ฉายาของตน คือ รองกอง งานมากองอยู่ที่ตนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรใหม่ ซึ่งตนได้กำกับดูแลกระทรวงพาณิชย์, กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงดีอี เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกัน โดยนำกระทรวงสาธารณสุขที่ตนกำกับดูแล และตนมองว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ ๓ กระทรวงที่ตนดู แบ่งให้รองสมศักดิ์ ทำให้งานล้นมือ จึงต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีมอบ รองนายกรัฐมนตรี ท่านอื่นๆ ดูแล ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีทุกคนมีความสามารถหมด ไม่มีปัญหาอะไร