Wednesday, 22 May 2024

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ระงับการแบนห้ามจำหน่าย Apple Watch Series ๙ และ Apple Watch Ultra ๒ ชั่วคราว

28 Dec 2023
52

ศาลอุทธรณ์ของสหรัฐอเมริกา ระงับการห้ามวางจำหน่าย Apple Watch จำนวนสองรุ่นชั่วคราว หลังจากเกิดประเด็นข้อพิพาทด้านสิทธิบัตรเทคโนโลยีกับบริษัท Masimo จำนวน ๒ ฉบับเมื่อวานนี้ ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา แอปเปิล ได้ยื่นอุทธรณ์คำร้องฉุกเฉินต่อศาลอุทธรณ์ เพื่อระงับคำสั่งการห้ามวางจำหน่าย Apple Watch Series ๙ และ Apple Watch Ultra ๒ ในเวลาต่อมา ศาลอุทธรณ์ ได้พิจารณาระงับคำสั่งแบนการวางจำหน่าย Apple Watch ทั้งสองรุ่น แต่เป็นเพียงการคุ้มครองชั่วคราวเท่านั้น โดยหลังจากนี้ ศาลอุทธรณ์จะให้คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ยื่นคำร้องเพิ่มเติมภายในวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๐๒๔ย้อนกลับไปที่ประเด็นการห้ามวางจำหน่าย Apple Watch Series ๙ และ Apple Watch Ultra ๒ เกิดขึ้นจากการที่ บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีชื่อว่า Masimo ระบุว่า แอปเปิลได้ละเมิดสิทธิบัตรจำนวน ๒ ฉบับ ก่อนที่คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ยื่นเรื่องให้แบนการวางจำหน่าย โดยให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ตัดสินใจ ซึ่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดียังคงคำสั่งแบนต่อไป สุดท้ายแอปเปิลได้การคุ้มครองชั่วคราวตามรายงานข้างต้นการแบนห้ามวางจำหน่าย Apple Watch ที่เกิดขึ้น นับรวมเฉพาะ Apple Watch Series ๙ และ Apple Watch Ultra ๒ เท่านั้น ในส่วน Apple Watch SE รุ่นถูกกว่าสามารถวางจำหน่ายได้ตามปกติ เนื่องจากไม่มีฟีเจอร์วัดออกซิเจนในเลือด ที่เป็นประเด็นการละเมิดสิทธิบัตรบริษัท Masimo กล่าวหาว่า แอปเปิลได้ว่าจ้างพนักงานโดยขโมยเทคโนโลยีการวัดออกซิเจนในเลือด เพื่อรวมเป็นส่วนหนึ่งของฟีเจอร์ใน Apple Watchการห้ามวางจำหน่าย Apple Watch ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ กระทบเฉพาะในส่วนร้านค้าปลีกและร้านค้าออนไลน์ของแอปเปิลเท่านั้น แต่การวางจำหน่ายในช่องทางอื่นๆ เช่น เบสท์บาย, แอมะซอน รวมถึงวอลมาร์ต ยังคงหาซื้อสินค้าได้ตามปกติในเวลาเดียวกัน Apple Watch Series ๙ และ Apple Watch Ultra ๒ ที่ลูกค้าซื้อไปก่อนหน้านี้จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น ควรต้องกล่าวด้วยว่าอุปกรณ์สวมใส่ อุปกรณ์เสริมภายในบ้าน ภายใต้แบรนด์แอปเปิล ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้เป็นอย่างดีให้กับแอปเปิล โดยเฉพาะในรายของ Apple Watch ซึ่งสร้างรายได้ในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้มากถึง ๘.๒๘ พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่มา: The Guardian