Monday, 16 February 2026

จากเด็กล้างจาน สู่เศรษฐีหมื่นล้านวงการเอไอ ชีวิตสุดพลิกผันของหญิงจีนในต่างแดน

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "JEENTHA BUSINESS INSICE จากเด็กล้างจาน จาน สู่เศรษฐีหมื่นล้าน ล้าน เด็ก มื่น วงการเอไอ อ่านชีวิ อ่านชีวิตสุดพลิกพัน ลิก ผัน ของหญิงจีนในต่างแดน"

.

เมื่อปี 1993 หลังครัวร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐอเมริกา ที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันและเสียงกระทบกันของจานชาม “หลี่เฟยเฟย”เด็กสาวชาวจีนวัย 16 ปี สวมผ้ากันเปื้อนเลอะคราบไขมัน ก้มหน้าล้างจานกองโต มือแช่น้ำจนเหี่ยว แลกกับค่าจ้างชั่วโมงละเพียงละ 2 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62 บาท) ยาวนานวันละ 12 ชั่วโมง

.

ตอนนั้นเธอย้ายจากจีนมาอเมริกาได้เพียงปีเดียว ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่ใครจะคิดว่าในอนาคต เด็กสาวคนนี้จะกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของวงการ AI ศาสตราจารย์ถาวร (tenure) แห่งสแตนฟอร์ด และผู้ก่อตั้งบริษัทที่มีมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.15 แสนล้านบาท)

.

■ฝันสลายในต่างแดน

.

ชีวิตของหลี่เฟยเฟยตอนอยู่ในจีนถือว่าราบรื่นทีเดียว เธอเติบโตในครอบครัวที่มีการศึกษา ผลการเรียนดี และเป็นนักเรียนตัวท็อปของโรงเรียนดังในนครเฉิงตู

.

ปี 1992 ตอนอายุ 15 เธออพยพตามพ่อแม่มาอเมริกา แต่สิ่งที่พบกลับไม่ใช่ American Dream หากเป็นความจริงที่โหดร้าย ทั้งครอบครัวมีเงินติดตัวไม่ถึง 20 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 624 บาท) ภาษาก็พูดไม่ได้ วุฒิการศึกษาก็ไม่ได้รับการยอมรับ พ่อต้องทำงานซ่อมกล้องจนดึกดื่น แม่ยืนเป็นแคชเชียร์จนขาบวม ส่วนเธอต้องไปล้างจานและทำงานสารพัดหลังเลิกเรียน

.

ครอบครัวนี้อาศัยในห้องเช่าเล็กๆ เตียงของเธอถูกตั้งไว้บนพื้นที่แคบๆ ระหว่างครัวกับห้องกินข้าว เฟอร์นิเจอร์ในห้องเช่าก็เก็บมาจากกองขยะ ชีวิตมีแค่ “เรียน-ทำงาน-นอน” แถมนอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง

.

สิ่งที่หนักที่สุดคือภาษา เธอฟังครูไม่ออก ตอบคำถามใครก็ไม่ได้ พูดได้แค่คำว่า “Sorry” เธอพกพจนานุกรมติดตัวตลอด ท่องศัพท์ทุกเวลาที่มีช่องว่าง รู้เพียงแค่ว่าจะยอมแพ้ไม่ได้

.

■การต่อสู้กับโชคชะตา

.

เหลือเวลาไม่ถึงสองปีก่อนสมัครมหาวิทยาลัย เธอตัดสินใจสู้เต็มที่ กลางวันเรียนและทำงาน กลางคืนติว SAT ถึงตีหนึ่ง ง่วงก็ใช้น้ำเย็นล้างหน้า

.

ผลสอบออกมาเธอได้ SAT 1250 คะแนน คณิตศาสตร์ได้เต็ม และสอบติดมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) หนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก พร้อมทุนเต็มจำนวน ข่าวนี้ดังไปทั่วทั้งเมือง หนังสือพิมพ์บางสำนักยังมาสัมภาษณ์เธอ เด็กล้างจานที่สองปีก่อนแทบไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย กลับสอบติดมหาวิทยาลัยระดับโลกได้

.

■การตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิต

.

ปี 1999 เธอเรียนจบจากพรินซ์ตันในฐานะนักศึกษาฟิสิกส์ดาวเด่น บริษัทยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทต่างยื่นข้อเสนอเงินเดือนสูง ที่จะพลิกชีวิตครอบครัวของเธอให้สุขสบายได้ทันที แต่ทว่าหลี่เฟยเฟยกลับลังเล

.

เมื่อเธอถามแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม่ตอบเพียงว่า “นี่คือสิ่งที่เธออยากทำจริงๆ ไหม” ประโยคนี้ทำให้เธอนึกถึงวันที่พ่อพาไปดูนก นึกถึงความหลงใหลในความลึกลับของจักรวาล เธอไม่ได้เรียนฟิสิกส์เพื่อเงิน แต่เพราะอยากเข้าใจความลึกลับของจักรวาล

.

สุดท้าย เธอปฏิเสธเงินก้อนโตและเลือกไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ Caltech (California Institute of Technology) ในสาขาที่แทบไม่มีใครสนใจ อย่างการสอนให้คอมพิวเตอร์ “มองเห็น” (Computer Vision) ตอนนั้น AI ยังถูกมองว่าเป็นเรื่องตลก ไม่มีเงินทุน ไม่มีคนสนใจ แต่เธอรู้ในใจดีว่า “นี่แหละคือสิ่งที่ฉันอยากทำ”

.

■สิบปีที่ไม่มีใครเหลียวแล

.

ที่ผ่านมางานวิจัยของเธอถูกปฏิเสธ เงินทุนไม่มี บทความก็ไม่มีคนอ่าน แต่เธอไม่เคยหยุด ปี 2007 เธอตั้งสมมติฐานสุดบ้าบิ่นว่าที่คอมพิวเตอร์มองไม่เห็น เพราะมันดูภาพน้อยไปหรือเปล่า มนุษย์เรียนรู้จากภาพนับหมื่น ถ้าให้เครื่องคอมได้เห็นมากถึงหลายล้านภาพจะเกิดอะไรขึ้น

.

เธอจึงเริ่มสร้าง ImageNet ฐานข้อมูลที่มีภาพ 15 ล้านใบ ทุกคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ต้องใช้เวลา 90 ปี แต่เธอแก้เกมด้วยการระดมคนออนไลน์กว่า 50,000 คนจาก 167 ประเทศมาช่วยกัน ปี 2009 ImageNet เปิดตัว แม้จะยังไม่มีใครสนใจ แต่เธอกลับมั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว

.

■จุดพลิกผันของ AI

.

ปี 2012 นักวิจัยนำ ImageNet ไปฝึกอัลกอริทึมใหม่ ความแม่นยำพุ่งจาก 73% เป็น 85% ในปีเดียว เป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งวงการเพิ่งตระหนักได้ว่าปัญหาไม่ใช่อัลกอริทึม แต่คือข้อมูลยังไม่พอ ซึ่งหลี่เฟยเฟยมองเห็นมาก่อนหน้าเป็นสิบปี

.

จากนั้น AI ก็พุ่งทะยานไม่หยุด ตั้งแต่การรู้จำภาพ เสียง รถไร้คนขับ ไปจนถึง ChatGPT ทั้งหมดนี้ยืนอยู่บนรากฐานของ ImageNet จากนักวิจัยที่ไม่มีใครเหลียวมอง เธอกลายเป็น “The First Lady of AI”

.

หลี่เฟยเฟยในวัย 33 ปีได้เป็นศาสตราจารย์ถาวรของสแตนฟอร์ด ก่อนที่อีก 10 ปีต่อมาจะดำรงตำแหน่งสมาชิกสามสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ จากนั้น Google ดึงตัวเธอไปเป็น CSO หรือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิทยาศาสตร์ ทำเนียบขาวเชิญให้เธอไปเป็นที่ปรึกษา เด็กสาวที่เคยล้างจานในร้านอาหารจีนในวันนั้น กลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการ AI ในวัย 40 กว่าปี

.

■เริ่มต้นใหม่ในวัย 48

.

ปี 2024 หลี่เฟยเฟยในวัย 48 ปี ประกาศลาออกและมาเปิดบริษัท World Labs ของตนเอง เพื่อทำ AI ที่ไม่ใช่แค่ดูภาพ แต่เข้าใจโลกสามมิติจริงๆ หรือ Spatial Intelligence เพียง 3 เดือน มูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.1 หมื่นล้านบาท) นักลงทุนแห่เข้ามาไม่หยุด เธอยังคงเดินหน้าสร้างตำนานของตัวเองต่อไป

.

ปี 2024 เธอออกหนังสืออัตชีวประวัติ “The Worlds I See” เล่าถึงแรงบันดาลใจสำคัญนั่นคือแม่ของเธอ ช่วงที่เธอเรียนปริญญาเอก แม่ป่วยหนักทั้งมะเร็งและโรคหัวใจ แม่เคยถามเธอบนเตียงผู้ป่วยว่าเทคโนโลยีอัจฉริยะจะทำอะไรเพื่อช่วยคนได้บ้าง

.

คำถามนั้นฝังใจเธอมาตลอด จนในปี 2013 เมื่ออาการแม่ทรุดลง เธอตัดสินใจใช้ AI พัฒนางานด้านการดูแลผู้ป่วย ผลงานนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่เธอได้เป็นสมาชิกสถาบันการแพทย์แห่งชาติ (The National Academy of Medicine) ของสหรัฐฯ

.

น่าเสียดายที่แม่ของเธอจากไปในปี 2023 ก่อนจะได้เห็นหนังสืออัตชีวประวัติดังกล่าว เมื่อนักข่าวถามว่าอะไรคือเรื่องที่หนักหน่วงที่สุดตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเธอ หลี่เฟยเฟยไม่ได้ตอบว่าชีวิตช่วงทำงานล้างจาน หรือตอนทำงานวิจัยที่ไม่มีใครสนใจ แต่เธอตอบว่า คือการที่แม่ไม่ได้อยู่เห็นหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์